2012/Jul/31

10    Extra  Trap      สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร

 

 

                 สัปดาห์นี้คือช่วงสุดท้ายของการขึ้นสแตนก่อนจะมีกีฬาภายในมหาวิทยาลัย   ฉะนั้นก่อนวันแข่งจริงน้องปี1จะต้องซ้อมสแตนอย่างหนัก   บางวันก็เลิกดึกกว่าที่คิดแถมยังเหนื่อยถึงขั้นหัวถึงหมอนแล้วหลับเป็นตายก็มี   แต่มันเป็นช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ยาวนานและเงียบเหงาสำหรับมิ้นท์ที่ไม่มีสาวอวบกับคนพูดน้อยอยู่รวมกลุ่มขึ้นสแตนด้วยกันเหมือนทุกที  

โซดาถูกทาบทามไปช่วยเป็นกรรมการในกีฬาปิงปองเพราะรุ่นพี่เห็นว่าเคยเล่นมาก่อนตอนเรียนม.ปลาย   ส่วนแมวน้ำที่เคยเป็นอาสาสมัครห้องพยาบาลสมัยม.ปลายก็โดนพี่ในหน่วยอำนวยการชักชวนไปเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยอำนวยการด้วยกันเพราะคนขาดพอดี   วันนี้ทั้งสองคนก็แยกตัวไปทำหน้าที่ของตัวเองปล่อยให้สาวสวยไปขึ้นสแตนคนเดียว   พอไม่มีเพื่อนสองคนนี้แล้วก็ไม่ได้สนใจจะคุยกับใครเท่าไร   อาจเป็นเพราะคนในห้องส่วนใหญ่ติดภาพแรงๆของมิ้นท์มาจากตอนรับน้องเลยไม่กล้าจะมาคุยด้วย      พวกกลุ่มเอส่วนใหญ่ก็โดนรอยยิ้มจอมปลอมกับท่าทีเสแสร้งของยัย

แอ็บแตกหลอกให้เป็นพวกหมดเลยพูดกับเธอตอนที่จำเป็นอย่างเสียมิได้เท่านั้นเอง       

 

  สงสัยจะอยากได้มีเสียงข้างมากเวลามีเรื่องละมั้ง....

 

มิ้นท์แค่นยิ้มกับความคิดตัวเอง    เจ้าของเรือนผมสีเพลิงหรี่ตามองอัฒจรรย์ขนาดใหญ่ที่สร้างเป็นลักษณะกึ่งอาคารมีห้องน้ำและห้องเก็บอุปกรณ์อยู่ด้านหลัง   ที่สนามด้านหน้ามีนักศึกษาปีหนึ่งกำลังรีบมารวมตัวกัน   ยิ่งใกล้วันจริงยิ่งต้องซ้อมรวมทั้งมหาวิทยาลัย    ขนาดจะ6โมงเย็นแล้วที่นี่ยังมีแดดให้เห็นอยู่เลยสมกับเป็นยามเย็นในช่วงฤดูร้อนจริงๆ  อากาศก็ร้อนแถมคนก็เยอะ  พอมีเด็กหลายเอกหลายคณะมาอยู่รวมกันเลยได้ยินแต่เสียงตะโกนเรียกหาเพื่อนวุ่นวายไปหมด       

 

ปลายจมูกโด่งระบายลมหายใจออกมา   ความจริงไปขึ้นสแตนคนเดียวก็ได้ถึงจะไม่มีคนคุยด้วยก็ไม่สน   ต่อให้โดนทิพยาดากับมินตราพากันแอบมองแอบนินทายิ่งไม่สนใจเข้าไปใหญ่    แต่จู่ๆก็เกิดเบื่อไม่อยากเข้ากิจกรรมไปดื้อๆซะแบบนั้น

 

สาวสวยใช้สองมือสวมหมวกฮู๊ดให้คลุมทับผมสีเพลิงที่เด่นสะดุดตา   ขาเรียวภายใต้ทรงเอสุดสั้นที่ไวเท่าความคิดพาร่างระหงในชุดเสื้อเชิ้ตขาวแขนสั้นสวมทับด้วยคาร์ดิแกนสีฟ้าอ่อน   อาศัยความวุ่นวายของเหล่าเฟรชชี่ที่ยังชุลมุนอยู่หน้าทางเข้าอัฒจรรย์เดินออกไปแบบสบายๆ  

 

...แต่ทุกย่างก้าวของสาวสวยกลับตกอยู่ภายใต้การจับตามองของนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน...

ช่างเป็นความบังเอิญที่ประจวบเหมาะจริงๆ   เลยทำให้สาวหน้าหวานที่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้กับทิพยาดาได้เห็นอะไรดีๆแบบนี้

 

...เป้าหมายหนีไปแล้ว  

ริมฝีปากสีกุหลาบเม้มเข้าหากัน

 

“ฟาเราไปหาไอ้มินกันจะได้ไปรอเข้าแถวเช็คชื่อ”   ทิพย์บอกก่อนจะยกมือขึ้นป้องหน้ามองหามินตราที่ปะปนอยู่ในกลุ่มนักศึกษา   

 

                        ฟาตาโต   

 ขืนโดนลากขึ้นสแตนก็อดตามยัยนั่นไปสิ!  จะโดดไปก็ไม่ได้ด้วย  ทำไงดี   คิดสิฟา  คิด  คิด    

 

                “ดะ..เดี๋ยว  ทิพย์”

มือเล็กๆดึงมือสาวหมวยเอาไว้

 

สงสัยต้องใช้วิธีนี้ซะแล้วมั้ง....

 

                สาวหน้าหวานยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมหน้าผากค่อยๆเอนหลังพิงต้นไม้เอาไว้

 

                “เป็นอะไรเหรอ ฟา!?”   ทิพย์ตกใจที่เพื่อนก็มีอาการไม่ดีขึ้นมา   เลยเอื้อมมือไปแตะไหล่เล็กเอาไว้

 

                “จู่ๆก็มึนหัวน่ะทิพย์”   เสียงนั้นบอกสั่นๆแสดงอาการป่วยกะทันหันขึ้นมาเต็มที่   

 

                 ทิพย์ มองซ้ายมองขวาหามินตราแต่ไม่เจอ  พอหันกลับมามองคนข้างๆก็มีสีหน้าแย่ลงเรื่อยๆ 

               

                “งั้นไปที่กองอำนวยการกัน  เผื่อเป็นอะไรจะได้ขอยาพี่เค้ามากิน”   เธอบอกด้วยความเป็นห่วงเพราะเชื่ออาการป่วยหลอกๆซะสนิทใจ

               

                ยัยทิพย์นี่หลอกง่ายกว่าที่คิดอีก....

ฟาพยักหน้ารับเบาๆแล้วก้มหน้าลงเหยียดยิ้มที่มุมปาก

 

สาวหมวยพาคนป่วยการเมืองเดินผ่านกลุ่มนักศึกษาไปด้านหลังอัฒจรรย์ซึ่งเป็นห้องเก็บอุปกรณ์แต่ถูกเปิดใช้ให้เป็นที่อยู่ของกองอำนวยการชั่วคราว     ที่นี่พวกพี่ๆกับอาสาสมัครที่เป็นน้องปี1มาคอยอำนวยความสะดวกในเรื่องน้ำดื่มให้กองเชียร์บนสแตนและมีกล่องปฐมพยาบาลสำหรับบรรเทาอาการป่วยเล็กๆน้อยๆ  

 

เมื่อเดินเข้ามา   ฟาถึงกับสะดุ้งเฮือกที่เห็นแมวน้ำนั่งอยู่กับพี่สต๊าฟอีกคน

 

ลืมไปเลย...ยัยแมวน้ำอยู่กองอำนวยการนี่นา   เย็นไว้ฟา   ไม่เป็นไรหรอกขนาดยัยทิพย์เรายังหลอกได้เลย  ยัยนี่ดูเซ่อๆโง่ๆน่าจะหลอกง่ายกว่าอีก

 

เธอเริ่มประหม่าขึ้นมาเมื่อผิดแผนดันมาเจอแมวน้ำเข้าให้

 

“เป็นอะไรคะน้อง  มานั่งก่อน”   พี่สต๊าฟที่นั่งลากเก้าอี้ที่อยู่ใกล้มือมาให้    ทิพย์เลยให้ฟานั่งแล้วยืนอยู่ข้างๆแทน

 

“มึนๆหัวน่ะค่ะ  คลื่นไส้นิดๆด้วย”  สาวหน้าหวานบอกเสียงอ่อยแต่เสสายตาไปทางอื่นไม่ยอมสบตากับแมวน้ำที่นั่งจ้องอยู่

 

“หนู    ไปดูพวกพวกลีดหน่อยมีคนเป็นลม”   จู่ๆพี่สต๊าฟชายร่างท้วมในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงวอมก็เดินเข้ามาบอกเสียงดัง  ทำให้ทุกสายตาหันไปมองที่ประตูยกเว้นคนป่วยการเมืองที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา

 

“น้องแมวน้ำไปดูพวกลีดให้พี่เค้าหน่อยไป  เอากล่องพยาบาลอีกกล่องไปด้วย”   รุ่นพี่ยกมือขึ้นแตะไหล่ของรุ่นน้องเป็นเชิงสั่งงาน 

 

“ค่ะ”  แมวน้ำพยักหน้ารับ   รีบลุกขึ้นไปหยิบกล่องพยาบาลแล้วเดินออกด้านหน้าอัฒจรรย์สร้างความโล่งใจให้ฟาสุดๆ  

 

“แล้วนี่เป็นอะไรกันมาครับ”  เสียงเข้มถามเพราะมีเด็กปีหนึ่งเหลืออยู่ในห้องนี้อีกสองคน

 

“เพื่อนบอกว่ามึนหัวน่ะค่ะ”   

 

เขาส่ายหน้าไปมาหันไปมองตากับเพื่อนสต๊าฟตัวเล็ก  ทำนองว่า  มีมันได้ทุกปีสิน่า  พวกเจ็บป่วยกะทันหันขึ้น

สแตนไม่ได้เนี่ย

 

“พาเพื่อนมาส่งเสร็จแล้วก็ไปรอเข้าแถวขึ้นสแตนสิครับ”   รุ่นพี่ตัวใหญ่บอกเสียงดุจนทิพย์สะดุ้งน้อยๆ

 

“งะ..งั้น ทิพย์ไปหาไอ้มินก่อนนะ”   สาวหมวยบอกคนข้างๆที่ยังก้มหน้าก้มตาอยู่   ก่อนจะรีบเดินออกจากห้องไปอีกคน

 

“มึนหัว   เวียนหัว  ปวดหัว   เป็นอย่างไหนมาล่ะครับน้อง”

 

พอได้ยินเสียงถามฟาเลยเงยหน้าขึ้นทำให้รุ่นพี่ผู้ชายเห็นหน้าชัดๆ

“มันวูบๆด้วยน่ะค่ะ  มองแสงจ้าๆแล้วยิ่งแสบตา   วันนี้หนูขอกลับก่อนได้ไหมคะ  เหมือนจะไม่ไหวเลย”   เจ้าของสีหน้าเพลียๆบอกเสียงอ่อย

 

พอได้เห็นหน้าตาน้องคนนี้ชัดๆแถมยังมีนามสกุลที่โชว์หราอยู่บนป้ายชื่อประจำตัวอีก  ทำเอาสองพี่สต๊าฟมองหน้ากันไปมา    สองสายตาสบประสานกันสื่อความคิดที่เหมือนกันทันที

กุลธิดา     ไชยบรรจง   ....หลานอธิการกรองแก้วนี่หว่า.....

 

 

“ท่าทางน้องเค้าจะขึ้นสแตนไม่ไหวจริงๆว่ะ  ให้เค้ากลับไปก่อนละกัน”  เสียงเข้มกระซิบกระซาบ  ใบหน้าอวบอ้วนเริ่มมีเหงื่อซึม

 

“งั้นน้องกลับไปก่อนได้เลยค่ะ  เดี๋ยวพี่เขียนเป็นลากิจไว้ล่ะกันจะได้ไม่ขาดกิจกรรม”  สาวตัวเล็กยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ใบหน้า

 

ฟามองท่าทีของพี่สต๊าฟสองคนก็หัวเราะหึ..หึ..อยู่ในใจ  พอใครรู้ว่าเธอเป็นหลานของอธิการกรองแก้วก็เกรงใจกันไปหมด  

 

เป็นหลานอธิการก็ดีแบบนี้แหละ   ถ้าเป็นคนอื่นคงโดนยัดยาแก้ปวดแล้วไล่ขึ้นสแตนไม่ได้กลับหรอก...

 

“แล้วน้องกลับเองไหวเหรอ   เดี๋ยวพี่ให้พี่หนูไปส่งดีไหม”   คราวนี้รุ่นพี่ร่างใหญ่เป็นฝ่ายบอกด้วยน้ำเสียงเกรงใจแต่ดันโบ้ยหน้าที่ไปส่งหลานอธิการให้เพื่อนสาวตัวเล็กที่ทำตาโต

 

“ไม่เป็นไรค่ะ  เดี๋ยวฟาโทรให้เพื่อนมารับก็ได้ค่ะ”  ฟาบอกเสียงเบา สีหน้ายังดูแย่ไม่มีท่าทีจะดีขึ้นเลย

 

“ค่ะ แต่ถ้าไม่มีคนไปส่งโทรหาพี่กับพี่ตี๋นะ  มีเบอร์พวกพี่อยู่แล้วเนอะ”    รุ่นพี่สาวยิ้มเจื่อนๆพยายามทำหน้าที่ของรุ่นพี่ที่ดีด้วยความเกรงใจ

 

“ขอบคุณค่ะ  ฟากลับก่อนนะคะ”   เด็กสาวยกมือไหว้ตามมารยาทแล้วค่อยๆประครองตัวเองลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องไป 

.................................................................................................................................

 

              รถเก๋งทรงยุโรป Audi A4 สีดำสนิท (ภาพประกอบ   http://www.lltek.com/hfltek_a4_8e_rs4look_b7.htm) จอดเด่นอยู่ที่ลานจอดรถหน้าอาคาร8ชั้นของคณะมนุษย์ศาสตร์   แถมเจ้าของรถที่ยืนพิงรถอยู่ยังเป็นหญิงสาวผมสีแดงเข้มในชุดเชิ้ตขาวพอดีตัวกับกระโปรงทรงเอสุดสั้นอวดขาเรียวสวยที่รับกับส้นสูงส้นเข้มสีดำสนิท    เรียกความสนใจจากนักศึกษาที่ขับขี่ยานพาหนะสัญจรไปมาได้เป็นอย่างดี 

นัยน์ตาสีเทาเหม่อมองวิวทิวทัศน์รอบๆอาคารไปเรื่อยเปื่อย     ถึงจะบอกว่าเบื่อจนโดดกิจกรรมมาแต่เธอก็ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน   ให้กลับบ้านไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำอะไรอยู่ดี

....เซ็งไม่มีอะไรทำเลย    ยัยแอ็บแตกก็ไม่มาตามรังควานเลยแฮะ   นึกว่าจะแน่ซักแค่ไหนโดนจูบไปทีเดียวก็เผ่นไปซะล่ะ

 

จู่ๆ มือถือเครื่องจิ๋วที่นอนนิ่งอยู่ในหน้ารถสั่นเป็นจังหวะส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆราวกับเร่งให้เจ้าของสนใจมัน     มิ้นท์เลยเดินไปเปิดประตูรถหยิบเจ้าเครื่องสื่อสารสุดไฮเทคมาดู  

 

... สายเรียกเข้า    ยัยABตัวแม่   (ยัยแอ็บตัวแม่)...

 

 

นัยน์ตาสีเทาหรี่ลงเมื่อเห็นเบอร์ที่ติดต่อที่จงใจตั้งชื่อเอาไว้ให้เหมาะสมกับเจ้าของเบอร์โชว์หราอยู่บนหน้าจอ 

 

  ตายยากจริงๆคิดอยู่แป๊ปๆโผล่มาเลย....

 

จู่ๆความเบื่อหน่ายที่มีมาก็มลายหายไป   นี่เธอดีใจที่เห็นเบอร์ยัยนี่ยังงั้นเหรอ?  

มิ้นท์หัวเราะเบาๆกับตัวเอง   จะว่าดีใจก็อาจจะใช่   แต่เป็นความดีใจที่จะได้กระชากหน้ากากยัยแอ็บตัวแม่นี่ต่อต่างหาก   ริมฝีปากบางยิ้มก่อนจะกดรับสาย

 

                “ไงคะ...นึกว่าโดนไปจูบเดียวจะเผ่นไปแล้วซะอีก”

               

                ปลายถึงกับสะอึกเมื่อเจอประโยคเด็ดเข้าให้

“ก็กลุ่มเอกับกลุ่มบีเรียนไม่ตรงกันนี่น๊า”  เลยต้องหาทางเฉไฉพาออกนอกเรื่องที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบก่อน

 

  “พูดแบบนี้คิดถึงฟาเหรอ”   แล้วส่งเสียงหวานออดอ้อนกรอกมาตามสาย

 

                “คงงั้นมั้ง” 

                คำตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆทำให้คนฟังเกิดอารมณ์หมั่นไส้ขึ้นมา

 

                “ดีใจจังเลย”  

                สาวหน้าหวานยิ้มกับตัวเอง  จะบอกว่าดีใจก็คงไม่ผิดนักหรอก   แต่เป็นดีใจที่จะได้เล่นสงครามประสาทกับยัยหัวแดงนี่หรอกนะ   ก็ถอยไปตั้งหลักวางแผนอย่างดีมาตั้งเป็นอาทิตย์ๆนี่นา!

 

                “แล้วนี่มิ้นท์อยู่ไหนเหรอ  เป็นอะไรรึเปล่าไม่เห็นขึ้นสแตนเลยโทรหานี่ล่ะจ๊ะ”  คนตัวเล็กเลยเริ่มเปิดฉากสนทนาตามหาที่อยู่ปัจจุบันของเป้าหมายซะเลย

               

“ไม่ขึ้นเองน่ะ   ขี้เกียจขึ้น” เจ้าของผมสีเพลิงเหยียดยิ้มเพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองเด่นขนาดไหน  ไม่ขึ้นสแตนวันนึงคนก็รู้กันหมดแล้วว่าเธอหายไป    

 

“ฟาก็ขี้เกียจเหมือนกัน  ขึ้นสแตนหน้าเบื่อจะตายร้อนก็ร้อน  ต้องไปตะโกนเสียงดังๆตั้งกี่ชั่วโมงไม่รู้   แสบคอเสียงแหบหมด”

ฟาบ่นไปตามความจริง   นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นกิจกรรมที่ผลต่อการเรียนจบคงไม่เสียเวลาไปเข้าให้เหนื่อยหรอก    แต่คำพูดตรงๆที่ไร้การเสแสร้งกลับทำให้สาวสวยที่อยู่ถือสายฟังอยู่เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

 

“เป็นถึงหลานอธิการ  กล้าโดดสแตนออกมาแบบนี้จะดีเหรอ  เดี๋ยวก็เสียชื่อคนดีขวัญใจเพื่อนๆหมดหรอก”

  สาวสวยเหน็บแหนมมาตามสายจนคนฟังเม้มปาก

 

“ไมได้โดดซักหน่อย  แค่ของดไม่เข้ากิจกรรมอย่างมีเหตุผลแค่นั้นเอง” 

 

มิ้นท์หัวเราะหึหึในลำคอ

“อ่อ ใช้วิธีแอ็บออกมาแบบเนียนๆว่างั้น”

 

...ให้ตายสิ...ทำไมเราต้องโดนยัยนี่อ่านทางออกทุกทีเลย

ฟาหน้างอใส่มือถือ

 

“ยังไงฟาก็ไม่ได้โดดออกมาก็แล้วกัน....ไม่เหมือนพวกเอาแต่ใจอยากจะโดดก็โดด”

คนตัวเล็กตอบโต้กลับไปบ้าง  เรื่องอะไรจะยอมให้โดนว่าอยู่ฝ่ายเดียวกันเล่า!

 

มิ้นท์แค่นยิ้ม

“ก็นะ   โดดมาก็ไม่รู้จะไปไหน  กลับบ้านไปตอนนี้ก็ไม่มีอะไรทำ”

ขืนกลับบ้านไปตอนนี้ก็ไม่พ้นไปหมกตัวอยู่ในห้องเธียรเตอร์ฆ่าเวลาจนกว่าจะถึงมื้อเย็น  หนังก็ดูจนเบื่อแล้วจนไม่มีอะไรจะดู  กลับไปบ้านไวก็มีแต่ความเงียบเหงาเปล่าๆ

 

“ฟาก็ไม่อยากกลับบ้านไปตอนนี้  เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านมีอะไรให้ทำตั้งเยอะ  พอมาอยู่ที่นี่ก็อยู่คนเดียวป้าก็กลับบ้านแกไม่ค่อยค้างที่นี่  เหมือนฟาอยู่คนเดียวเลย  เหงาๆไงไม่รู้”

 

 ยัยนั่นก็อยู่คนเดียวเหมือนเรา..คงจะเหงาหมือนกันละมั้ง   ขนาดเรามีห้องดูหนังยังเหงาเป็นเลย

เจ้าของเรือนผมสีแดงแค่นยิ้ม....ที่เผลอเอาความเหงาของยัยแอ็บตัวแม่มาซ้อนทับกับความรู้สึกของตัวเอง 

 

“งั้นไปเดินห้างตากแอร์กันไหม  ไปห้างใกล้ๆม.ก็ได้  จะได้นั่งรถไปกัน” 

สาวหน้าหวานรีบใช้ช่องว่างที่มีน้อยนิดหาทางเข้าใกล้เป้าหมาย

 

“ก็ดี  มาหาสิจะรอยู่หน้าตึกคณะมนุษย์   เอารถมาจอดไว้ที่นี่พอดี”

 

“เอารถมาเองเหรอ  ใช่คันดีแดงๆคันเดิมรึเปล่า?”  ฟาเบ้หน้า  ที่จริงก็หมั่นไส้ที่ยัยหัวแดงนี่อวดรวยเอารถหรูๆมาข่มกัน   แต่ที่ยอมนั่งไปด้วยอย่างน้อยนั่งรถแพงๆจะได้เด่นเป็นเป้าสายตาให้ชาวบ้านสนใจ

 

“ เปล่า  วันนี้เอาAudi สีดำมา”

 

เหอะ!  มีปอร์เช่ไม่พอ  ยังจะมีออดี้อีก    รวยนักใช่ไหม  ติดขึ้นมาเมื่อไร แม่จะผลาญให้ล่มจมเลย

ยิ่งฟังก็ยิ่งหมั่นไส้ที่อีกฝ่ายอวดรวยให้ฟัง

 

พอปลายสายเงียบไปไม่มีเสียงตอบกลับทำให้คนที่ถือสายอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว 

“จะมาก็รีบมาอย่าให้รอนาน”   เสียงเรียบออกคำสั่งเสร็จก็ตัดสายไปดื้อๆ

 

  “ให้ตายสิ!”  ฟาจิ๊ปากแบบขัดใจ  คนอะไรนึกจะวางก็วาง  แต่อย่างน้อยทางนั้นก็ยอมให้เข้าหาได้เหมือนเดิม

ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้ม   ตอนแรกก็หวั่นๆอยู่เหมือนกันกลัวว่าอีกฝ่ายจะตั้งกำแพงกันไม่ให้เข้าถึงตัวง่ายๆเพราะระแวงที่เธอหายไป     ขืนยัยหัวแดงตั้งป้อมปราการกันไม่ให้เข้าถึงตัวได้คงเสียดายเวลาท