2012/Jul/31

10    Extra  Trap      สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร

 

 

                 สัปดาห์นี้คือช่วงสุดท้ายของการขึ้นสแตนก่อนจะมีกีฬาภายในมหาวิทยาลัย   ฉะนั้นก่อนวันแข่งจริงน้องปี1จะต้องซ้อมสแตนอย่างหนัก   บางวันก็เลิกดึกกว่าที่คิดแถมยังเหนื่อยถึงขั้นหัวถึงหมอนแล้วหลับเป็นตายก็มี   แต่มันเป็นช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ยาวนานและเงียบเหงาสำหรับมิ้นท์ที่ไม่มีสาวอวบกับคนพูดน้อยอยู่รวมกลุ่มขึ้นสแตนด้วยกันเหมือนทุกที  

โซดาถูกทาบทามไปช่วยเป็นกรรมการในกีฬาปิงปองเพราะรุ่นพี่เห็นว่าเคยเล่นมาก่อนตอนเรียนม.ปลาย   ส่วนแมวน้ำที่เคยเป็นอาสาสมัครห้องพยาบาลสมัยม.ปลายก็โดนพี่ในหน่วยอำนวยการชักชวนไปเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยอำนวยการด้วยกันเพราะคนขาดพอดี   วันนี้ทั้งสองคนก็แยกตัวไปทำหน้าที่ของตัวเองปล่อยให้สาวสวยไปขึ้นสแตนคนเดียว   พอไม่มีเพื่อนสองคนนี้แล้วก็ไม่ได้สนใจจะคุยกับใครเท่าไร   อาจเป็นเพราะคนในห้องส่วนใหญ่ติดภาพแรงๆของมิ้นท์มาจากตอนรับน้องเลยไม่กล้าจะมาคุยด้วย      พวกกลุ่มเอส่วนใหญ่ก็โดนรอยยิ้มจอมปลอมกับท่าทีเสแสร้งของยัย

แอ็บแตกหลอกให้เป็นพวกหมดเลยพูดกับเธอตอนที่จำเป็นอย่างเสียมิได้เท่านั้นเอง       

 

  สงสัยจะอยากได้มีเสียงข้างมากเวลามีเรื่องละมั้ง....

 

มิ้นท์แค่นยิ้มกับความคิดตัวเอง    เจ้าของเรือนผมสีเพลิงหรี่ตามองอัฒจรรย์ขนาดใหญ่ที่สร้างเป็นลักษณะกึ่งอาคารมีห้องน้ำและห้องเก็บอุปกรณ์อยู่ด้านหลัง   ที่สนามด้านหน้ามีนักศึกษาปีหนึ่งกำลังรีบมารวมตัวกัน   ยิ่งใกล้วันจริงยิ่งต้องซ้อมรวมทั้งมหาวิทยาลัย    ขนาดจะ6โมงเย็นแล้วที่นี่ยังมีแดดให้เห็นอยู่เลยสมกับเป็นยามเย็นในช่วงฤดูร้อนจริงๆ  อากาศก็ร้อนแถมคนก็เยอะ  พอมีเด็กหลายเอกหลายคณะมาอยู่รวมกันเลยได้ยินแต่เสียงตะโกนเรียกหาเพื่อนวุ่นวายไปหมด       

 

ปลายจมูกโด่งระบายลมหายใจออกมา   ความจริงไปขึ้นสแตนคนเดียวก็ได้ถึงจะไม่มีคนคุยด้วยก็ไม่สน   ต่อให้โดนทิพยาดากับมินตราพากันแอบมองแอบนินทายิ่งไม่สนใจเข้าไปใหญ่    แต่จู่ๆก็เกิดเบื่อไม่อยากเข้ากิจกรรมไปดื้อๆซะแบบนั้น

 

สาวสวยใช้สองมือสวมหมวกฮู๊ดให้คลุมทับผมสีเพลิงที่เด่นสะดุดตา   ขาเรียวภายใต้ทรงเอสุดสั้นที่ไวเท่าความคิดพาร่างระหงในชุดเสื้อเชิ้ตขาวแขนสั้นสวมทับด้วยคาร์ดิแกนสีฟ้าอ่อน   อาศัยความวุ่นวายของเหล่าเฟรชชี่ที่ยังชุลมุนอยู่หน้าทางเข้าอัฒจรรย์เดินออกไปแบบสบายๆ  

 

...แต่ทุกย่างก้าวของสาวสวยกลับตกอยู่ภายใต้การจับตามองของนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน...

ช่างเป็นความบังเอิญที่ประจวบเหมาะจริงๆ   เลยทำให้สาวหน้าหวานที่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้กับทิพยาดาได้เห็นอะไรดีๆแบบนี้

 

...เป้าหมายหนีไปแล้ว  

ริมฝีปากสีกุหลาบเม้มเข้าหากัน

 

“ฟาเราไปหาไอ้มินกันจะได้ไปรอเข้าแถวเช็คชื่อ”   ทิพย์บอกก่อนจะยกมือขึ้นป้องหน้ามองหามินตราที่ปะปนอยู่ในกลุ่มนักศึกษา   

 

                        ฟาตาโต   

 ขืนโดนลากขึ้นสแตนก็อดตามยัยนั่นไปสิ!  จะโดดไปก็ไม่ได้ด้วย  ทำไงดี   คิดสิฟา  คิด  คิด    

 

                “ดะ..เดี๋ยว  ทิพย์”

มือเล็กๆดึงมือสาวหมวยเอาไว้

 

สงสัยต้องใช้วิธีนี้ซะแล้วมั้ง....

 

                สาวหน้าหวานยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมหน้าผากค่อยๆเอนหลังพิงต้นไม้เอาไว้

 

                “เป็นอะไรเหรอ ฟา!?”   ทิพย์ตกใจที่เพื่อนก็มีอาการไม่ดีขึ้นมา   เลยเอื้อมมือไปแตะไหล่เล็กเอาไว้

 

                “จู่ๆก็มึนหัวน่ะทิพย์”   เสียงนั้นบอกสั่นๆแสดงอาการป่วยกะทันหันขึ้นมาเต็มที่   

 

                 ทิพย์ มองซ้ายมองขวาหามินตราแต่ไม่เจอ  พอหันกลับมามองคนข้างๆก็มีสีหน้าแย่ลงเรื่อยๆ 

               

                “งั้นไปที่กองอำนวยการกัน  เผื่อเป็นอะไรจะได้ขอยาพี่เค้ามากิน”   เธอบอกด้วยความเป็นห่วงเพราะเชื่ออาการป่วยหลอกๆซะสนิทใจ

               

                ยัยทิพย์นี่หลอกง่ายกว่าที่คิดอีก....

ฟาพยักหน้ารับเบาๆแล้วก้มหน้าลงเหยียดยิ้มที่มุมปาก

 

สาวหมวยพาคนป่วยการเมืองเดินผ่านกลุ่มนักศึกษาไปด้านหลังอัฒจรรย์ซึ่งเป็นห้องเก็บอุปกรณ์แต่ถูกเปิดใช้ให้เป็นที่อยู่ของกองอำนวยการชั่วคราว     ที่นี่พวกพี่ๆกับอาสาสมัครที่เป็นน้องปี1มาคอยอำนวยความสะดวกในเรื่องน้ำดื่มให้กองเชียร์บนสแตนและมีกล่องปฐมพยาบาลสำหรับบรรเทาอาการป่วยเล็กๆน้อยๆ  

 

เมื่อเดินเข้ามา   ฟาถึงกับสะดุ้งเฮือกที่เห็นแมวน้ำนั่งอยู่กับพี่สต๊าฟอีกคน

 

ลืมไปเลย...ยัยแมวน้ำอยู่กองอำนวยการนี่นา   เย็นไว้ฟา   ไม่เป็นไรหรอกขนาดยัยทิพย์เรายังหลอกได้เลย  ยัยนี่ดูเซ่อๆโง่ๆน่าจะหลอกง่ายกว่าอีก

 

เธอเริ่มประหม่าขึ้นมาเมื่อผิดแผนดันมาเจอแมวน้ำเข้าให้

 

“เป็นอะไรคะน้อง  มานั่งก่อน”   พี่สต๊าฟที่นั่งลากเก้าอี้ที่อยู่ใกล้มือมาให้    ทิพย์เลยให้ฟานั่งแล้วยืนอยู่ข้างๆแทน

 

“มึนๆหัวน่ะค่ะ  คลื่นไส้นิดๆด้วย”  สาวหน้าหวานบอกเสียงอ่อยแต่เสสายตาไปทางอื่นไม่ยอมสบตากับแมวน้ำที่นั่งจ้องอยู่

 

“หนู    ไปดูพวกพวกลีดหน่อยมีคนเป็นลม”   จู่ๆพี่สต๊าฟชายร่างท้วมในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงวอมก็เดินเข้ามาบอกเสียงดัง  ทำให้ทุกสายตาหันไปมองที่ประตูยกเว้นคนป่วยการเมืองที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา

 

“น้องแมวน้ำไปดูพวกลีดให้พี่เค้าหน่อยไป  เอากล่องพยาบาลอีกกล่องไปด้วย”   รุ่นพี่ยกมือขึ้นแตะไหล่ของรุ่นน้องเป็นเชิงสั่งงาน 

 

“ค่ะ”  แมวน้ำพยักหน้ารับ   รีบลุกขึ้นไปหยิบกล่องพยาบาลแล้วเดินออกด้านหน้าอัฒจรรย์สร้างความโล่งใจให้ฟาสุดๆ  

 

“แล้วนี่เป็นอะไรกันมาครับ”  เสียงเข้มถามเพราะมีเด็กปีหนึ่งเหลืออยู่ในห้องนี้อีกสองคน

 

“เพื่อนบอกว่ามึนหัวน่ะค่ะ”   

 

เขาส่ายหน้าไปมาหันไปมองตากับเพื่อนสต๊าฟตัวเล็ก  ทำนองว่า  มีมันได้ทุกปีสิน่า  พวกเจ็บป่วยกะทันหันขึ้น

สแตนไม่ได้เนี่ย

 

“พาเพื่อนมาส่งเสร็จแล้วก็ไปรอเข้าแถวขึ้นสแตนสิครับ”   รุ่นพี่ตัวใหญ่บอกเสียงดุจนทิพย์สะดุ้งน้อยๆ

 

“งะ..งั้น ทิพย์ไปหาไอ้มินก่อนนะ”   สาวหมวยบอกคนข้างๆที่ยังก้มหน้าก้มตาอยู่   ก่อนจะรีบเดินออกจากห้องไปอีกคน

 

“มึนหัว   เวียนหัว  ปวดหัว   เป็นอย่างไหนมาล่ะครับน้อง”

 

พอได้ยินเสียงถามฟาเลยเงยหน้าขึ้นทำให้รุ่นพี่ผู้ชายเห็นหน้าชัดๆ

“มันวูบๆด้วยน่ะค่ะ  มองแสงจ้าๆแล้วยิ่งแสบตา   วันนี้หนูขอกลับก่อนได้ไหมคะ  เหมือนจะไม่ไหวเลย”   เจ้าของสีหน้าเพลียๆบอกเสียงอ่อย

 

พอได้เห็นหน้าตาน้องคนนี้ชัดๆแถมยังมีนามสกุลที่โชว์หราอยู่บนป้ายชื่อประจำตัวอีก  ทำเอาสองพี่สต๊าฟมองหน้ากันไปมา    สองสายตาสบประสานกันสื่อความคิดที่เหมือนกันทันที

กุลธิดา     ไชยบรรจง   ....หลานอธิการกรองแก้วนี่หว่า.....

 

 

“ท่าทางน้องเค้าจะขึ้นสแตนไม่ไหวจริงๆว่ะ  ให้เค้ากลับไปก่อนละกัน”  เสียงเข้มกระซิบกระซาบ  ใบหน้าอวบอ้วนเริ่มมีเหงื่อซึม

 

“งั้นน้องกลับไปก่อนได้เลยค่ะ  เดี๋ยวพี่เขียนเป็นลากิจไว้ล่ะกันจะได้ไม่ขาดกิจกรรม”  สาวตัวเล็กยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ใบหน้า

 

ฟามองท่าทีของพี่สต๊าฟสองคนก็หัวเราะหึ..หึ..อยู่ในใจ  พอใครรู้ว่าเธอเป็นหลานของอธิการกรองแก้วก็เกรงใจกันไปหมด  

 

เป็นหลานอธิการก็ดีแบบนี้แหละ   ถ้าเป็นคนอื่นคงโดนยัดยาแก้ปวดแล้วไล่ขึ้นสแตนไม่ได้กลับหรอก...

 

“แล้วน้องกลับเองไหวเหรอ   เดี๋ยวพี่ให้พี่หนูไปส่งดีไหม”   คราวนี้รุ่นพี่ร่างใหญ่เป็นฝ่ายบอกด้วยน้ำเสียงเกรงใจแต่ดันโบ้ยหน้าที่ไปส่งหลานอธิการให้เพื่อนสาวตัวเล็กที่ทำตาโต

 

“ไม่เป็นไรค่ะ  เดี๋ยวฟาโทรให้เพื่อนมารับก็ได้ค่ะ”  ฟาบอกเสียงเบา สีหน้ายังดูแย่ไม่มีท่าทีจะดีขึ้นเลย

 

“ค่ะ แต่ถ้าไม่มีคนไปส่งโทรหาพี่กับพี่ตี๋นะ  มีเบอร์พวกพี่อยู่แล้วเนอะ”    รุ่นพี่สาวยิ้มเจื่อนๆพยายามทำหน้าที่ของรุ่นพี่ที่ดีด้วยความเกรงใจ

 

“ขอบคุณค่ะ  ฟากลับก่อนนะคะ”   เด็กสาวยกมือไหว้ตามมารยาทแล้วค่อยๆประครองตัวเองลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องไป 

.................................................................................................................................

 

              รถเก๋งทรงยุโรป Audi A4 สีดำสนิท (ภาพประกอบ   http://www.lltek.com/hfltek_a4_8e_rs4look_b7.htm) จอดเด่นอยู่ที่ลานจอดรถหน้าอาคาร8ชั้นของคณะมนุษย์ศาสตร์   แถมเจ้าของรถที่ยืนพิงรถอยู่ยังเป็นหญิงสาวผมสีแดงเข้มในชุดเชิ้ตขาวพอดีตัวกับกระโปรงทรงเอสุดสั้นอวดขาเรียวสวยที่รับกับส้นสูงส้นเข้มสีดำสนิท    เรียกความสนใจจากนักศึกษาที่ขับขี่ยานพาหนะสัญจรไปมาได้เป็นอย่างดี 

นัยน์ตาสีเทาเหม่อมองวิวทิวทัศน์รอบๆอาคารไปเรื่อยเปื่อย     ถึงจะบอกว่าเบื่อจนโดดกิจกรรมมาแต่เธอก็ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน   ให้กลับบ้านไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำอะไรอยู่ดี

....เซ็งไม่มีอะไรทำเลย    ยัยแอ็บแตกก็ไม่มาตามรังควานเลยแฮะ   นึกว่าจะแน่ซักแค่ไหนโดนจูบไปทีเดียวก็เผ่นไปซะล่ะ

 

จู่ๆ มือถือเครื่องจิ๋วที่นอนนิ่งอยู่ในหน้ารถสั่นเป็นจังหวะส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆราวกับเร่งให้เจ้าของสนใจมัน     มิ้นท์เลยเดินไปเปิดประตูรถหยิบเจ้าเครื่องสื่อสารสุดไฮเทคมาดู  

 

... สายเรียกเข้า    ยัยABตัวแม่   (ยัยแอ็บตัวแม่)...

 

 

นัยน์ตาสีเทาหรี่ลงเมื่อเห็นเบอร์ที่ติดต่อที่จงใจตั้งชื่อเอาไว้ให้เหมาะสมกับเจ้าของเบอร์โชว์หราอยู่บนหน้าจอ 

 

  ตายยากจริงๆคิดอยู่แป๊ปๆโผล่มาเลย....

 

จู่ๆความเบื่อหน่ายที่มีมาก็มลายหายไป   นี่เธอดีใจที่เห็นเบอร์ยัยนี่ยังงั้นเหรอ?  

มิ้นท์หัวเราะเบาๆกับตัวเอง   จะว่าดีใจก็อาจจะใช่   แต่เป็นความดีใจที่จะได้กระชากหน้ากากยัยแอ็บตัวแม่นี่ต่อต่างหาก   ริมฝีปากบางยิ้มก่อนจะกดรับสาย

 

                “ไงคะ...นึกว่าโดนไปจูบเดียวจะเผ่นไปแล้วซะอีก”

               

                ปลายถึงกับสะอึกเมื่อเจอประโยคเด็ดเข้าให้

“ก็กลุ่มเอกับกลุ่มบีเรียนไม่ตรงกันนี่น๊า”  เลยต้องหาทางเฉไฉพาออกนอกเรื่องที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบก่อน

 

  “พูดแบบนี้คิดถึงฟาเหรอ”   แล้วส่งเสียงหวานออดอ้อนกรอกมาตามสาย

 

                “คงงั้นมั้ง” 

                คำตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆทำให้คนฟังเกิดอารมณ์หมั่นไส้ขึ้นมา

 

                “ดีใจจังเลย”  

                สาวหน้าหวานยิ้มกับตัวเอง  จะบอกว่าดีใจก็คงไม่ผิดนักหรอก   แต่เป็นดีใจที่จะได้เล่นสงครามประสาทกับยัยหัวแดงนี่หรอกนะ   ก็ถอยไปตั้งหลักวางแผนอย่างดีมาตั้งเป็นอาทิตย์ๆนี่นา!

 

                “แล้วนี่มิ้นท์อยู่ไหนเหรอ  เป็นอะไรรึเปล่าไม่เห็นขึ้นสแตนเลยโทรหานี่ล่ะจ๊ะ”  คนตัวเล็กเลยเริ่มเปิดฉากสนทนาตามหาที่อยู่ปัจจุบันของเป้าหมายซะเลย

               

“ไม่ขึ้นเองน่ะ   ขี้เกียจขึ้น” เจ้าของผมสีเพลิงเหยียดยิ้มเพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองเด่นขนาดไหน  ไม่ขึ้นสแตนวันนึงคนก็รู้กันหมดแล้วว่าเธอหายไป    

 

“ฟาก็ขี้เกียจเหมือนกัน  ขึ้นสแตนหน้าเบื่อจะตายร้อนก็ร้อน  ต้องไปตะโกนเสียงดังๆตั้งกี่ชั่วโมงไม่รู้   แสบคอเสียงแหบหมด”

ฟาบ่นไปตามความจริง   นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นกิจกรรมที่ผลต่อการเรียนจบคงไม่เสียเวลาไปเข้าให้เหนื่อยหรอก    แต่คำพูดตรงๆที่ไร้การเสแสร้งกลับทำให้สาวสวยที่อยู่ถือสายฟังอยู่เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

 

“เป็นถึงหลานอธิการ  กล้าโดดสแตนออกมาแบบนี้จะดีเหรอ  เดี๋ยวก็เสียชื่อคนดีขวัญใจเพื่อนๆหมดหรอก”

  สาวสวยเหน็บแหนมมาตามสายจนคนฟังเม้มปาก

 

“ไมได้โดดซักหน่อย  แค่ของดไม่เข้ากิจกรรมอย่างมีเหตุผลแค่นั้นเอง” 

 

มิ้นท์หัวเราะหึหึในลำคอ

“อ่อ ใช้วิธีแอ็บออกมาแบบเนียนๆว่างั้น”

 

...ให้ตายสิ...ทำไมเราต้องโดนยัยนี่อ่านทางออกทุกทีเลย

ฟาหน้างอใส่มือถือ

 

“ยังไงฟาก็ไม่ได้โดดออกมาก็แล้วกัน....ไม่เหมือนพวกเอาแต่ใจอยากจะโดดก็โดด”

คนตัวเล็กตอบโต้กลับไปบ้าง  เรื่องอะไรจะยอมให้โดนว่าอยู่ฝ่ายเดียวกันเล่า!

 

มิ้นท์แค่นยิ้ม

“ก็นะ   โดดมาก็ไม่รู้จะไปไหน  กลับบ้านไปตอนนี้ก็ไม่มีอะไรทำ”

ขืนกลับบ้านไปตอนนี้ก็ไม่พ้นไปหมกตัวอยู่ในห้องเธียรเตอร์ฆ่าเวลาจนกว่าจะถึงมื้อเย็น  หนังก็ดูจนเบื่อแล้วจนไม่มีอะไรจะดู  กลับไปบ้านไวก็มีแต่ความเงียบเหงาเปล่าๆ

 

“ฟาก็ไม่อยากกลับบ้านไปตอนนี้  เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านมีอะไรให้ทำตั้งเยอะ  พอมาอยู่ที่นี่ก็อยู่คนเดียวป้าก็กลับบ้านแกไม่ค่อยค้างที่นี่  เหมือนฟาอยู่คนเดียวเลย  เหงาๆไงไม่รู้”

 

 ยัยนั่นก็อยู่คนเดียวเหมือนเรา..คงจะเหงาหมือนกันละมั้ง   ขนาดเรามีห้องดูหนังยังเหงาเป็นเลย

เจ้าของเรือนผมสีแดงแค่นยิ้ม....ที่เผลอเอาความเหงาของยัยแอ็บตัวแม่มาซ้อนทับกับความรู้สึกของตัวเอง 

 

“งั้นไปเดินห้างตากแอร์กันไหม  ไปห้างใกล้ๆม.ก็ได้  จะได้นั่งรถไปกัน” 

สาวหน้าหวานรีบใช้ช่องว่างที่มีน้อยนิดหาทางเข้าใกล้เป้าหมาย

 

“ก็ดี  มาหาสิจะรอยู่หน้าตึกคณะมนุษย์   เอารถมาจอดไว้ที่นี่พอดี”

 

“เอารถมาเองเหรอ  ใช่คันดีแดงๆคันเดิมรึเปล่า?”  ฟาเบ้หน้า  ที่จริงก็หมั่นไส้ที่ยัยหัวแดงนี่อวดรวยเอารถหรูๆมาข่มกัน   แต่ที่ยอมนั่งไปด้วยอย่างน้อยนั่งรถแพงๆจะได้เด่นเป็นเป้าสายตาให้ชาวบ้านสนใจ

 

“ เปล่า  วันนี้เอาAudi สีดำมา”

 

เหอะ!  มีปอร์เช่ไม่พอ  ยังจะมีออดี้อีก    รวยนักใช่ไหม  ติดขึ้นมาเมื่อไร แม่จะผลาญให้ล่มจมเลย

ยิ่งฟังก็ยิ่งหมั่นไส้ที่อีกฝ่ายอวดรวยให้ฟัง

 

พอปลายสายเงียบไปไม่มีเสียงตอบกลับทำให้คนที่ถือสายอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว 

“จะมาก็รีบมาอย่าให้รอนาน”   เสียงเรียบออกคำสั่งเสร็จก็ตัดสายไปดื้อๆ

 

  “ให้ตายสิ!”  ฟาจิ๊ปากแบบขัดใจ  คนอะไรนึกจะวางก็วาง  แต่อย่างน้อยทางนั้นก็ยอมให้เข้าหาได้เหมือนเดิม

ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้ม   ตอนแรกก็หวั่นๆอยู่เหมือนกันกลัวว่าอีกฝ่ายจะตั้งกำแพงกันไม่ให้เข้าถึงตัวง่ายๆเพราะระแวงที่เธอหายไป     ขืนยัยหัวแดงตั้งป้อมปราการกันไม่ให้เข้าถึงตัวได้คงเสียดายเวลาที่อุส่านั่งคิดนอนคิดแผนอยู่หลายวันแน่ๆ

 

   ตอนวางแผนฟาคิดสมติฐานความน่าจะเป็น  โดยเริ่มจากการสังเกตเพื่อนรอบตัวๆของมิ้นท์   ยัยนี่ไม่ชอบไปไหนกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆ    ดันไปไหนมาไหนกันอยู่3คนสงสัยจะมีกันแค่นี้ละมั้งไม่เห็นคบใคร     ยัยแมวน้ำเป็นพวกพูดเก่งคุยเก่งแต่ยัยหัวแดงไม่ได้คุยเก่งขนาดนั้น     ส่วนยัยโซดาที่พูดน้อยก็เงียบจนน่ากลัวไม่น่าเข้าใกล้     สองคนนี้ไม่มีนิสัยคล้ายมิ้นท์เลย   มันต้องมีอะไรซักอย่างที่ทำให้ยัยพวกนี้มาเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันได้  

 

เธอเลยสังเกตอะไรซักอย่างที่ว่านั่น     ที่เห็นแมวน้ำกับโซดามีนิสัยคล้ายๆกัน    ก็คงเป็นเรื่องที่พูดตรงๆละมั้ง   คิดอะไรก็พูดออกมาแบบนั้น   พูดง่ายๆเป็นพวกตรงไปตรงมานี่เอง

 แถมยิ่งพ่วงความคิดที่ยัยมิ้นท์ชอบมองว่าเธอแอ็บ  ก็แปลว่า   ยัยหัวแดงเป็นคนแรงแถมยังพูดตรงๆอีก  บางทีก็ตรงเกินจนเป็นขวานผ่าซากเลยชอบคนนิสัยตรงไปตรงมา

 

......การจะเข้าหาคนแบบนี้  ก็มีแต่ต้องจริงใจเข้าใส่  งั้นสิ...

 

สาวหน้าหวานถอนหายใจออกมา  

....ให้ตายสิแค่คนคนเดียวเท่านั้น   ทำไมคนอย่างกุลธิดาต้องมานั่งคิดวางแผนอะไรให้มันยุ่งยากแบบนี้ด้วยนะ

  ที่จริงจะให้ยัยนั่นเอาไปแฉเลยก็ยังได้เพราะยังไงเธอก็มีเพื่อนเยอะกว่า   แต่...พอคิดว่าจะต้องแพ้คนแบบนั้นรู้ตัวอีกทีก็นั่งวางแผนเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว 

 

เหมือนโดนป่วนให้รวนยังไงก็ไม่รู้  ......

ฟาแค่นยิ้มกับตัวเอง    คราวที่แล้วโดนเล่นงานมาจนแพ้หมดรูป  คราวนี้ก็จะขอเอาคืนให้สาสมกันไปเลย

                .......................................................................................................................................................

 

                  พอเดินมาถึงหน้าตึกคณะมนุษย์   นัยน์ตากลมโตก็มองหารถเก๋งสุดหรูกับเจ้าของรถหัวแดงๆทันที   แล้วก็เป็นไปตามคาดเมื่อเธอเห็นเป้าหมายยืนอยู่กับรถคันงาม

 

                “รอนานไหม”   สาวหน้าหวานในชุดเชิ้ตขาวกับกระโปรงพีสยาวคลุมเข่าสีดำ    กับรองเท้าผ้าใบซึ่งใส่ตามระเบียบของนักศึกษาปี1ทั่วไป   เดินเข้าไปหาคนที่ยืนกอดอกรออยู่

 

                แต่พอเห็นเสื้อที่สาวสวยสวมอยู่   ฟาก็ตาโตขึ้นมาทันที

 

                ..สะ..เสื้อนั่น   ลืมสนิทเลย!   เอาไงดีล่ะ  

ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้ากัน    มัวแต่คิดแผนเอาชนะเค้าจนลืมไปว่ายังไม่ได้คืนเสื้อคาร์ดิแกนสีชมพูตัวนั้น

 

“ไม่นานหรอก”

มิ้นท์เลิกคิ้วเมื่อโดนนัยน์ตากลมโตจองไม่วางตา

 

“ก็รู้ตัวนะว่าสวย   โดนมองจนชินล่ะ”  ใบหน้าสวยเหยียดยิ้มที่มุมปาก

 

...ยัยหลงตัวเองเอ้ย...  เออดี  อีคาร์ดิแกนตัวนั้นอย่าหวังจะได้คืนเลย!

ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะเอาเสื้อมาคืนให้ทีหลัง  พอมาเจอท่าทีเชิดใส่ว่าสวยกว่าแบบนี้ทำให้คนตัวเล็กเปลี่ยนความคิดไปทันที

 

“พอเห็นเสื้อมิ้นท์...ฟาเลยนึกอะไรออกน่ะ”

คำตอบจากสาวหน้าหวานทำเอาคนที่มั่นใจว่าตัวเองสวยถึงกับเสียหลักไปไม่น้อย   ก็ที่ยัยแอ็บแตกมองดันเป็นเสื้อคาร์ดิแกนไม่ใช่ตัวเธอน่ะสิ

 

...หึ...ยังน่า แค่นี้จิ๊บๆ

“เสื้อตัวนี้ทำไมเหรอ”

มิ้นท์จับชายเสื้อคาร์ดิแกนสีฟ้าของตัวเองแล้วขมวดคิ้ว

 

“ก็เสื้อที่มิ้นท์ให้ยืมไปคราวก่อน...ฟาเอาไปซักแล้วมันโดนสีตกใส่   ขอโทษนะ”

ฟาก้มหน้าก้มตาบอกเสียงอ่อยด้วยท่าทีสำนึกผิดอย่างสุดซึ้งแต่ริมฝีปากอิ่มกลับยิ้มชั่วร้าย

 

ฝ่ายเจ้าของเสื้อดันหัวเราะออกมา

“อ๋อ...นึกว่าอะไร   คาร์ดิแกนรุ่นนี้ที่บ้านมี4สีครบเซ็ทน่ะ   แค่ขาดตัวเดียวไม่เป็นไรหรอก”

นอกจากจะไม่ทุกข์ร้อนอะไรแล้วยังมีท่าไม่เสียดายเสื้อราคาแพงเลยด้วยซ้ำ

 

...โอ้ย ! นึกว่าจะทำให้ยัยนี่โมโหได้แล้วเชียว  

มือเล็กๆกำแน่นด้วยความไม่พอใจ  แต่ใบหน้าหวานยังยิ้มให้

“ทำไมมีหลายตัวจัง”

 

                “แม่ไม่รู้ว่ามิ้นท์ชอบสีไหน  มันมีกี่สีเลยซื้อมาให้หมดเลย”

 

                ฟาเลิกคิ้วที่อีกฝ่ายเอ่ยชื่อแทนตัวขึ้นมา   แต่ที่น่าแปลกใจกว่านั้นคือความสนิทสนมของยัยนี่กับแม่ต่างหาก 

                ท่าทางจะไม่สนิทกันรึไงนะ  แม่ถึงไม่รู้ว่าลูกชอบสีอะไร  ขนาดแม่เรายังรู้เลยว่าเราชอบสีอะไร

 

                “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ  ไหนว่าจะไปเดินห้างไง  เปลี่ยนใจไม่ไปแล้วเหรอ”

               

                “ปะ..ไปสิ”

                เสียงใสระล่ำระลัก  สองขารีบเดินเข้าไปหาสาวสวยอย่างลืมตัว  

 

                พอเห็นคนตัวเล็กมาอยู่ใกล้ๆ  เจ้าของเรือนผมสีแดงหรี่ตามอง ยกมือเอื้อมไปจะแตะไหล่บาง

 

                เสร็จกัน!  อยู่ใกล้ขนาดนี้จะหนีไงเล่า   เสียงในใจดังขึ้นให้ใจดวงน้อยเต้นระส่ำระส่าย

ฟาหลับตาแน่นเม้มปากพยายามยืนอยู่ตรงนี้ไม่ถอยหลังหนีไปไหน   

 

ปลายนิ้วที่จะแตะลงบนไหล่บางถูกชักกลับ   ใบหน้าสวยระบายยิ้มออกมา  

 

                “งั้นก็ขึ้นรถ” 

               

ดวงตากลมโตค่อยๆหรี่ตาขึ้นมองเห็นอีกฝ่ายเดินไปเปิดประตูรถให้ซะแล้ว  

 

“อะ..อื้ม”

                สาวหน้าหวานเลยรีบเดินไปขึ้นรถ

 

                ……………………………………………………………..............

 

                วันนี้เป็นวันอังคารที่ห้างมีการลดราคาสินค้าพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าพวกเสื้อผ้าแบร์นเนมทำให้มีคนพลุกพล่านเต็มไปหมด    ไม่แค่แผนกที่ลดราคาเท่านั้นแผนกอื่นๆคนก็เยอะไปด้วย

 

   ฟาเม้มปากพยายามเดินให้ทันสาวสวยที่ยังเดินตามใจฉันเหมือนเดิม   เหมือนอีกฝ่ายจงใจเดินให้เร็วขึ้นยังไงก็ไม่รู้   แบบนี้มันแกล้งกันชัดๆ

 

                มิ้นท์แอบเหล่มองไปด้านหลัง   ริมฝีปากบางยิ้มร้ายๆ   แถมยังจงใจเร่งฝีเท้าหนีคนที่เดินตามแทบตาย

               

                โอ้ย  ยัยบ้า   ใส่ส้นสูงแท้ๆจะเดินไวไปไหนเนี่ย   มันเหนื่อยนะ!

“มะ..มิ้นท์รอด้วยสิ”

 

ในที่สุด ฟาก็ต้องยอมเอ่ยขอร้องให้คนที่เดินเหมือนไปตามตัวอะไรหายหยุดรอจนได้    บทจะหยุดสาวสวยก็เล่นหยุดซะดื้อๆจนเธอเกือบหยุดตามไม่ทัน

 

“เหนื่อยแล้วหาอะไรกินกัน”

มิ้นท์บอกขึ้นมาลอยๆ  นัยน์ตาสีเทามองไปทางร้าน   อัลคาเนีย  อาหารอิตตาเลี่ยนสุดหรูขึ้นห้างที่อยู่ตรงหน้า

 

“กะ..ก็ดีเหมือนกัน”

เสียงใสระล่ำระลัก   ทางนี้ต่างหากที่ต้องบอกว่าเหนื่อย!

 

 

......ภายในร้านตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาลอ่อน  มีภาพถ่ายวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำ  อาคารบ้านเรือน   ถนนของต่างประเทศใส่กรอบสีสันสดใสประดับที่ผนัง   บริกรชายหญิงแต่งชุดเครื่องแบบสีแดงบริการด้วยรอยยิ้มพาลูกค้าสองสาวเข้าไปนั่งที่โต๊ะด้านในสมกับเป็นร้านระดับ5ดาว

 

ฟามองอาหารอิตตาเลี่ยนมากมายที่ถูกสั่งมาตามใจชอบของอีกคนเต็มโต๊ะไปหมด   ทั้งพิซซ่า    สปาเกตตี้ 

ราซานญ่า       สลัดซีซ่าร์     ผักขมอบชีส    ขนมปังกระเทียมอบชีส   ไก่บาบีคิว    รีซอสโต้   กราแตง   เครื่องดื่มเป็นมิลล์เชคกับสตอเบอรรีเชค

 

                “ยะ..เยอะขนาดนี้จะกินกันหมดเหรอ”

                สาวหน้าหวานยิ้มเจื่อนๆเพราะอาหารแต่ละอย่างไขมันสูงทั้งนั้นแถมยังมีปริมาณเยอะซะอีก  เกินจำนวนคนทานสองคนแล้ว

 

                “ก็นะ พาหลานอธิการมากินทั้งทีต้องเลี้ยงของดีๆสิ”

                เรียวปากบางนั่นไม่วายส่งถ้อยคำเหน็บแหนมออกมา

 

                “ฟาไม่ได้ติดหรูขนาดนั้น...ที่จริงเลี้ยงหมี่เกี๊ยวหมูแดงยังได้เลย”

                ฟาหน้างอใส่

 

                อ่าว...พูดตรงกว่าที่คิดนี่นึกว่าจะแอ็บแตกเหมือนทุกทีซะอีก  วันนี้ยัยนี่มาแปลกแฮะ

                ใบหน้าสวยเผยยิ้มออกมา

 

                “เอาน่า  กินไปเดี๋ยวมันก็หมดเอง”

 

                แล้วก็เป็นตามที่สาวสวยบอกไว้จริงๆ แต่คนที่รับบทหนักกินไปมากที่สุดก็คือตัวคนสั่งเองนั่นแหละ   และนี่ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ฟาอึ้ง  ยัยหัวแดงก็ตัวเล็กๆแค่สูงกว่าเธอเท่านั้นแต่ทำไมกินจุได้ขนาดนี้

 

                เมื่อจัดกาอาหารตรงหน้าเรียบร้อย   มิ้นท์ก็หยิบกระเป๋าสตางค์สุดหรูขึ้นมาเตรียมควักเงินจ่ายตามหน้าที่เจ้ามือ   แต่มือเล็กๆของอีกคนไวกว่าฉวยเอาใบเสร็จค่าใช้จ่ายของอาหารมื้อนี้เอาไว้

 

                “ที่จริงก็ว่าจะเลี้ยงคืนตอบแทนเรื่องหนังน่ะ  แต่มันแพงช่วยจ่ายซักครึ่งก่อนก็แล้วกัน”

                ฟายิ้มเจื่อนๆ  แต่สาวสวยกับเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

 

                ...อะไรน่ะ   ไม่แอ็บแตกแล้วยังช่วยหารค่าข้าวอีก   รึว่าช่วงที่หายไปจะคิดได้แล้ว...

                นัยน์ตาสีเทาจับจ้องสาวหน้าหวานที่หยิบกระเป๋าสตางค์สีชมพูใบเล็กกะทัดรัดขึ้นมาเปิด

 

                ดูๆไปก่อนก็แล้วกัน....

                มิ้นท์ยิ้มที่มุมปากแล้วเปิดกระเป๋าสตางค์หยิบเงินออกมาจ่ายค่าอาหาร

 

                ...........................................................................................................................

 

               

                ที่มุมหนึ่งในร้านหนังสือซึ่งมองจากผนังกระจกสีชาตรงนี้จะมองผ่านไปเห็นร้าน  อัลคาเนียได้ชัดเจน  และมีคนคนหนึ่งกำลังมองทิ้นท์กับฟาเดินออกมาจากร้านอาหารอิลตาเลี่ยนสุดหรูด้วยสายตาริษยา

 

                “แกคิดดีแล้วเหรอวะแหวนที่เลิกกับพี่ป้อม”

                เสียงแหลมลึกที่ถามมาไม่ได้เข้าหูเจ้าของชื่อเลยแม้แต่น้อย

               

“เป็นชั้นก็เลิกว่ะ  รวยหลอกๆวัยรุ่นเซ็ง”

                ผู้หญิงอีกคนที่หน้าตาจัดว่าสวยแต่แต่งตัวเปิดนั่นเปิดนี้จนหมดความงามไปเลย

 

“เฮ้ยแหวน  แกมองอะไรวะเห็นมองจริงมองจังไอ้ร้านอันๆอะไรนั่นน่ะ”

                หญิงสาวร่างท้วมที่ยืนอยู่ด้วยหันไปมองตามสายตาของเพื่อน

 

                “อ่าว  นั่นมันน้องมิ้นท์ที่แกเคยคบด้วยนี่หว่า  ข้างๆคู่ขาใหม่เค้าเหรอวะ”    “รายนั้นรวยจริงอะไรจริงด้วยนะแก”

ยิ่งได้ยินเสียงเพื่อนออกความเห็นยิ่งทำให้ใจร้อนเป็นไฟด้วยความอิจฉา   ไหนจะความเสียดายที่ตัวเองไม่มีความสามารถพอจะรั้งเค้าเอาไว้ได้   พอหาคนใหม่ก็หามาสู้ไม่ได้    ยิ่งคิดก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น

ถึงเธอจะทำอะไรคนแรงๆอย่างมิ้นท์ไม่ได้   แต่อย่างน้อยก็ขอระรานยัยคู่ขาใหม่ที่เอามาควงกันออกนอกหน้านอกตาหน่อยเถอะ!

               

                “อ่าวๆ  จะไปไหนวะแหวน”  

                เสียงเรียกของเพื่อนสาวทำให้แหวนหันกลับมามอง    ริมฝีปากที่ทาทับด้วยลิปสีสดเหยียดยิ้มนางร้ายเต็มที่    เธอไม่ตอบคำถามใดๆแต่เดินออกไปจากร้านหนังสือต่อหน้าต่อหน้า    ทำให้สองสาวหันมามองหน้ากัน

 

                .............................................................................................................................................

 

               

                “ฟาจะไปห้องน้ำ   มิ้นท์จะไปด้วยกันไหม”   สาวหน้าหวานถาม

 

“ไม่ล่ะ เดี๋ยวเดินดูของรออยู่แถวๆนี้ก็ได้”   

 

“งั้นเดี๋ยวมานะ”   บอกเสร็จฟาก็รีบเดินแยกไปอีกทาง

 

....ถึงวันนี้คนจะเยอะเต็มห้างแต่ห้องน้ำกับเงียบกว่าที่คิด   สาวหน้าหวานค่อยๆเปิดก๊อกน้ำล้างมือโดยไม่ได้สังเกตว่ามีผู้หญิงอีกคนเดินมาใช้ก๊อกที่อยู่ข้างๆกัน

 

“อย่าคิดว่าตัวเองจะดีกว่าคนอื่นๆของเค้านะ”

 

ฟาขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงคนข้างๆพูดขึ้นลอยๆ

 

“ทำเป็นแอ็บว่าตัวเองน่ารักใสซื่อ  ในใจคงจ้องจะจับเค้าเพราะเห็นว่ารวยล่ะสิ”

เสียงระคายหูยังดังไม่เลิกราวกับจงใจพูดขึ้นให้เธอหันไปมอง

 

....ยัยป้านี่หน้าคุ้นๆ   อ่อ  อดีตคู่ขาของยัยหัวแดงนี่....

ฟาเหยียดยิ้มทันทีที่เห็นหน้าคนข้างๆแบบชัดๆ

 

“ขอโทษนะคะ  เท่าที่จำได้ฟาไม่เคยรู้จักคุณ”

คำพูดธรรมดากับรอยยิ้มหวานๆทำเอาคนที่ตั้งใจมาหาเรื่องถึงกับนิ่งอึ้ง  ไปไม่เป็นเลยทีเดียว...

 

เด็กสาวเลยปิดก๊อกน้ำแล้วค่อยๆเดินผ่านสาวรุ่นพี่

 

“พวกต่ำกว่ามาตรฐานฟาจะไม่จำน่ะค่ะ”

เจ้าของเสียงใสฝากข้อความที่ตอกย้ำใจให้คนที่ยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกฟังก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำไป

 

เสียงกำปั้นทุบลงบนผนังกระเบื้องดังขึ้น   ฝ่ามือนั้นแดงไปหมดแต่ความเจ็บปวดแค่นี้ยังน้อยกว่าที่โดนเด็กรุ่นน้องว่าให้   

 

“นังเด็กเมื่อวานซืนวอนนักนะแก....”

แหวนกำมือแน่น  แววตามุ่งร้ายแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม

 

..............................................................................................................................................

2012/Jul/14

06  กลยุทธ์การรับฉบับแอ๊บๆ

 

 

มือเล็กไขกุญแจดอกใหญ่ออกแล้วผลักบานประตูเหล็กเข้าไป   สายลมแผ่วเบาพัดกระดิ่งลมที่แขวนไว้ในสวนส่งเสียงกรุ้งกิ้งราวกับกำลังต้อนรับหญิงสาวกลับบ้าน   นัยน์ตากลมโตมองไปรอบๆจนไปสะดุดเข้ากับต้นไผ่ลำสูงที่ปลูกไว้ริมรั้ว    

 

...ตั้งแต่ย้ายมาอยู่บ้านพักหลังใหม่ของป้าเข้าออกเช้าเย็นอยู่ทุกวันไม่เคยสนใจสวนเล็กๆนั่นเลย     แต่ฟาก็เพิ่งสังเกตเห็นวันนี้ว่าที่นี่มีต้นไผ่ด้วยแถมยังแขวนกระดิ่งลมไว้อีกต่างหาก 

 

เห็นต้นไผ่ทีไรชวนให้นึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมาทุกที....  

 

หญิงสาวหยิบมือถือเครื่องจิ๋วขึ้นมาเปิดดูวันที่   วันนี้เป็นวันที่7  กรกฎาคม  สำหรับประเทศไทยก็คงเป็นแค่วันธรรมดาวันหนึ่งในเดือนนี้   แต่ตามประเพณีของประเทศญี่ปุ่น   วันที่7เดือน7ของทุกปีคือวัน  ทานาบาตะ  อันมีตำนานความเชื่อเกี่ยวกับการขอพรและอธิษฐานเพื่อให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา   แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักวันนี้

 

สาวหน้าหวานอมยิ้มส่ายหน้าไปมา

 

..อย่างน้อย  ก็มีลูกพี่ลูกน้องของเธอคนหนึ่งล่ะที่เชื่อ...จนถึงขั้นงมงายเลยละมั้ง

 

   “ทานาบาตะปีนี้    พี่เนยคงทำอะไรลมๆแล้งๆเหมือนเดิมอยู่สินะคะ”   ฟาทอดสายตาเหม่อมองต้นไผ่พลิ้วไหวไปตามแรงลม

........................................................................................................................

 

ชุดวันพีชสีหวานถูกโยนลงบนที่นอนลายน่ารักที่เกลื่อนไปด้วยเสื้อผ้า   เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้บุนวมนุ่มที่อยู่ใกล้ๆเตียงนอน   ใบหน้าใสเง้างอพลางยกปลายนิ้วยกขึ้นจรดริมปากครุ่นคิด

 

“ให้ตายสิ  ไม่มีชุดไหนที่ใส่แล้วมันจะยั่วได้บ้างเลยรึไง”   ฟาเม้มริมฝีปากมองเงาสะท้อนใบหน้าหวานของตัวเองผ่านกระจก    เพราะหน้าตาน่ารักให้ความรู้สึกน่าถนุถนอมทำให้แต่งตัวออกมาได้แบบสาวหวานอย่างเดียว   เธอถอนหายใจสะบัดตัวลุกขึ้นไปหยิบชุดหนึ่งออกมาจากตู้ที่โล่งไม่มีอะไรเหลือแล้ว

 

“ตัวนี้คงพอไหวล่ะมั้ง...”    มือเล็กๆจับเสื้อเกาะอกมาทาบที่ตัว   เสื้อเกาะอกตัวนี้เป็นของขวัญจากลูกพี่ลูกน้องคนสำคัญ  เลยโดนแขวนไว้ด้านในสุดเพราะเป็นเสื้อผ้าแหวกแนวที่มาอยู่ผิดที่ผิดทาง

 

คืนนี้มีแผนการสำคัญ  ถึงจะไม่ใช่คนสวยแต่เธอก็มั่นใจในความน่ารักของตัวเองมาก   

 

มีลุ้นแน่คืนนี้....

 

พอคิดถึงตอนที่ได้เห็นสีหน้ายอมจำนนยกให้ทุกอย่างของยัยหัวแดงแรงฤทธิ์นั่นก็อดยิ้มไม่ได้     ยิ่งคิดใบหน้าหวานก็ยิ่งเผยรอยยิ้มปีศาจน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ   

 

.....เดี๋ยวก็รู้...... ว่าใครจะแน่กว่ากัน

 

 

                   วันนี้ฟาแต่งหน้าแบบบางๆเน้นให้ดูเป็นธรรมชาติ   เริ่มจากรองพื้นด้วยแป้งเนื้อสีเดียวกับสีผิวตัวเอง   ใช้บลัดออนสีชมพูอ่อนๆปัดที่แก้ม    แต่งตาโดยดัดขนตาธรรมดาแล้วทำไฮไลท์ด้วยสีขาวเน้นให้ตาเด่น  ส่วนริมฝีปากอิ่มใช้ลิปสีนู๊ดทาเวลาโปรยยิ้มทำให้ได้อารมณ์หวานปนเซ็กซี่หน่อยๆ    ผมยาวสลวยถูกรวบมัดไปด้านข้างแล้วมัดด้วยยางรัดผมแต่งระบายลูกไม้สีหวาน   ส่วนเสื้อเกาะอกสีขาวพอดีตัวที่เลือกแล้วเลือกอีกก็เผยให้เห็นผิวขาวเนียนและเนินอกที่ชวนมอง  ยิ่งแต่งคู่กับกระโปรงยีนส์สั้นโชว์เรียวขางาม..ลงตัวสุดๆ    เมื่อมองดูความเรียบร้อยผ่านกระจกสาวหน้าหวานก็ยิ้มเรียกความมั่นใจก่อนจะหยิบสร้อยเงินราคาแพงที่ได้จากคู่อาฆาตมาใส่  

...ครบเซท...น่ารักแอบเซ็กซี่...สมบรูณ์แบบ     เป็นการมิกซ์แอนด์แมชที่ลงตัวสุดๆ  ที่เหลือก็คงต้องทุ่มสุดตัวสุดฝีมือเพื่อจะทำให้ยัยคนแรงๆนั่นตายใจแล้วตกหลุมพราง

 

........................................................................................................................

 

หน้าโรงหนังตอนพลบค่ำ   สาวอวบในสุดเสื้อยืดลายการ์ตูนกับกระโปรงพลิ้วแต่งตัวได้ธรรมดาสุดๆยืนลังเลใจหันซ้ายหันขวา  ข้างๆกันคือสาวเซอร์แต่งตัวด้วยลุคเสื้อยืดพอดีตัวสีฟ้ากับกางเกงยีนส์สีซีดแถมด้วยรองเท้าแตะ

 

“โครตจะเด่นเลย  นี่แต่งตัวมาดูหนังแน่เร๊อะ”   โซดาแค่นยิ้มมองดูสาวหน้าหวานที่ยื่นเด่นอยู่หน้าโรงหนัง   ขนาดคนมนุษย์สัมพันธ์ดีอย่างแมวน้ำยังไม่กล้าเข้าไปทักได้แต่ชั่งใจ   

 

“ซะ..โซดา...ไปหาฟากัน...”   สุดท้ายมืออวบก็พยายามดึงลากคนข้างๆที่ยืนตัวแข็งสุดชีวิตให้ไปด้วยกัน    

 

สาวสวยที่เพิ่งลงจากรถยนต์คันหรูที่จอดอยู่อีกฝั่งของถนนเห็นภาพแมวน้ำกำลังลากเพื่อนถูลู่ถูกังอยู่   เลยเดินเข้าไปหาทั้งสองเงียบๆ    นัยน์ตาสีเทาเลยมองไล่ตามสายของเพื่อนหุ่นไซส์ปุ้มปุ้ยไปยังด้านหน้าโรงหนัง

 

เอาซะเด่น...นี่แอ๊บเซ็กซี่รึไง?  

 

“เข้าใจแต่งตัวมาดูหนังนิ....” เสียงเรียบเอ่ยขึ้นดึงความสนใจให้สองสาวหันมามอง

 

สาวสวยที่ใครๆต่างพากันคิดว่าต้องแต่งได้เลิศที่สุด   ดันสวมเสื้อตัวใหญ่สีเทาที่ชายสั้นกว่าทับเสื้อตัวยาวสีน้ำตาลด้านใน      ถึงจะสวมคาร์ดิแกนสีหวานตัวสั้นที่สุดทับแต่ก็แอบเซ็กซี่เพราะแทบมองไม่เห็นชายกระโปรงสั้น   เลคกิ้งสีดำสนิทช่วยเบรกไม่ให้ดูโป๊ะแถมยังดูเท่หน่อยๆเมื่อใส่เข้ากับรองเท้าบู๊ทสีดำเนื้อมันวาว   ส่วนผมสีเพลิงเด่นสะดุดตาถูกรวบเป็นเปียเก็บสวยงาม   ใบหน้าสวยๆแต่งตาให้ดูเชี่ยวเน้นความมั่นใจเต็มที่

 

แมวน้ำอึ้งไป3วิตะลึงกับลุคเรียบง่ายแต่สะกดสายตา   ส่วนโซดาถึงกับพยักหน้าเบาๆแล้วยิ้มที่มุมปาก

 

“ไม่เข้าไปหาล่ะ”   มิ้นเลิกคิ้วหันมาถาม

 

“ยังไม่อยากเป็นเป้าสายตาน่ะ”    เสียงแหบๆตอบแทนคนข้างๆที่ยืนไบ้กิน

 

“จะทุ่มครึ่งแล้วเข้าไปเอาตั๋วหนังกัน  มีคนซื้อไว้ให้แล้ว”  สาวสวยบอกก่อนจะเดินนำไปหาอีกคนที่ยืนเด่นอยู่

 

แต่นัยน์ตาสีเทาเห็นชายสองคนกำลังคุยกันอยู่แถมยังส่งสายตาหื่นกามมองฟาชนิดมองจนทะลุเสื้อผ้าไปถึงกระดูกได้เลย      ริมฝีปากบางเลยเม้มเข้าหากันพร้อมกับใบหน้าสวยแสดงสีหน้าไม่พอใจ

 

ไวกว่าความคิดมิ้นรีบเดินเข้าไปหาอีกคนที่ยิ้มหวานรออยู่

 

“มิ้นจ๋า....”

นัยน์ตากลมโตมองการแต่งตัวที่ธรรมดาแต่เก๋มีสไตล์ของสาวผมแดงอย่างเดียว  ไม่ได้สนใจรอบข้างเลยไม่รู้ว่าตัวเองโดนมองด้วยสายตาหื่นกระหายอยู่ 

 

อีคาร์ดิแกนตัวนี้อีกแล้ว    ท่าทางจะชอบซะจริ้งใส่มาอยู่ได้...

คนตัวเล็กได้ทีเดินเข้าไปออดอ้อน   ถึงจะหมั่นไส้แต่ก็ต้องเก็บไว้ก่อนยิ้มหวานเข้าใส่แทน

 

มิ้นตวัดสายตามองชายสองคนที่ยังมองไม่เลิก  ยิ่งเห็นก็ยิ่งหงุดหงิดเลยโอบไหล่คนน่ารักข้างๆโชว์ซะเลย  ฝ่ายคนโดนกอดตกใจสะดุ้งน้อยๆ

..มะ..มือไวไปไหม ห๊ะ!  

ฟาหลุดสีหน้าหวั่นๆออกมาแต่ก็รีบยิ้มหวานกลบเกลื่อนได้ทัน  

 

ภาพที่เห็นผ่านสายตาทำให้แมวน้ำแค่นหัวเราะ  ฝ่ายโซดาได้แต่ยิ้มที่มุมปากที่ได้เห็นนิสัยอีกมุมของคนแรงๆอย่างมิ้น

 

“แมวน้ำ  โซดาเข้าไปข้างในกัน”  สาวสวยเรียกให้เพื่อนเดินตามเข้ามา   แต่ดันมีตัวแถมเพราะผู้ชายสายตาหื่นสองคนนั้นเดินตามสี่สาวเข้าไปในโรงหนังด้วย

 

........................................................................................................................

 ขนาดเดินเข้ามาในโรงหนังผู้ชายสองคนนั้นยังเดิมตามอยู่    มิ้นเม้มปากแถมความหงุดหงิดก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว    เธอเลยจงใจพาเพื่อนเดินไปทางห้องน้ำ    อีก500เมตรจะถึงห้องน้ำหญิงแต่คนที่ตามก็ยังตามไม่เลิก   สาวสวยเลยหยุดเดินเอาดื้อๆจนสามสาวที่เดินตามมาแทบเบรกไม่ทัน     ฟาที่เดินตามติดๆชนเข้ากับคนตัวสูงก่อนใครเพื่อนเลยมีอาการหน้างอขมวดคิ้ว

 

“มิ้นหยุดทำไมเหรอ?”

ใบหน้าหวานรีบปั้นหน้ายิ้มเงยขึ้นมองคนที่หยุดเดินด้วยความสงสัย

 

ไม่มีคำตอบจากเจ้าของเรือนผมสีเพลิง    นอกจากสองมือที่ถอดเสื้อคาร์ดิแกนจากตัวเองมาสวมคลุมเกาะอกอันล่อตาล่อใจของคนตัวเล็กจนได้สโตกเกอร์สองหน่อเดินตาม

 

นัยน์ตาคู่คมตวัดไปทางรัศมีสายตาหื่นๆ   พอไม่มีวิวดีๆให้มองชายสองคนก็มีสีหน้าเสียดาย

“เดินตามกันขนาดนี้  จะตามไปจนถึงตอนเข้าห้องน้ำเลยไหมคะ”   คำถามทั่วไปกับรอยยิ้มธรรดมากลายเป็นคมมีดและรอยยิ้มร้ายๆกรีดใจให้คนถูกถามได้สะดุ้งทันที   แถมยังเรียกสายตาประณามจากผู้หญิงมากมายที่เดินผ่านไปมาอีก   สุดท้ายพวกเขาก็รีบจ้ำหนีไปด้วยความอับอาย

 

ฟาถึงกับอึ้ง ขนลุกทั้งตัวเมื่อเพิ่งมารู้ตัวว่ากลายเป็นอาหารตาของใครที่ไหนก็ไม่รู้   ยังดีที่ได้คนตรงหน้าช่วยเอาไว้

 

ช่วย..เหรอ?    เฮอะ....ใครเค้าขอร้องให้ช่วยยะ!  จะเอาคำขอบคุณเรอะฝันไปเถอะ

 

“ฟะ..ฟา...ไม่รู้ตัวเลยว่าเค้ามอง..กลัวจัง”

ได้ทีก็แอ๊บหวาดกลัวสุดขีดตรงเข้ากอดมิ้นใหญ่แถมยังซุกหน้าลงกับหน้าอกคนตัวสูงอีก

 

“คราวหน้าก็คิดหน่อยก่อนจะแต่งอะไรมา  เดี๋ยวจะโดนฉุดเข้าป่าข้างทางมาไม่ถึงโรงหนังเอา!”

 

...  จะมากไปแล้วนะ  ยัยบ้า !!

ฟาถึงกับเซถอยห่างรีบหันหน้าหนี    มือเล็กกำแน่น  นี่ถ้าตบได้จะตบให้หน้าหงายไปเลย!

 

“เอ่อ  เห็นมาทางห้องน้ำไม่เข้าห้องน้ำกันเหรอ  งั้นเราเข้าห้องน้ำก่อนนะ”   แมวน้ำที่เริ่มเห็นท่าทีไม่ดีเลยพูดขึ้นทำลายบรรยากาศน่าอืดอัด

 

“งั้นไปเอาตั๋วก่อนนะ”   สาวสวยออกตัวแล้วเดินกลับไปที่จุดขายตั๋ว   ส่วนฟาได้แต่เดินตามสาวอวบเข้าห้องน้ำไปเงียบๆ   เหลือแต่โซดาที่ยืนรออยู่หน้าห้องน้ำ

 

……………………………………………………………………………………………………………

 

มิ้นมองตั๋วหนังในมือแบบเซ็งๆ  คิดผิดจริงๆที่ให้พ่อบ้านตัวดีผู้ชื่นชอบหนังผีเป็นชีวิตจิตใจจัดการเรื่องนี้ให้   แทนที่จะได้ดูหนังใหม่สนุกๆ   เลยได้ดูหนังผีเข้าใหม่ไปซะแบบนั้น  

 

...เอาเถอะไหนๆก็ซื้อไปแล้ว ไปนั่งดูหน่อยล่ะกัน   คิดซะว่าไปดูหนังกับเพื่อน...ไม่สิ เพื่อนสองคนกับคนที่น่ารังเกียจอีก1

เรียวปากบางยิ้มก่อนจะเก็บตั๋วใส่กระเป๋ากระโปรงยีนส์สุดสั้นโดยไม่รู้ตัวว่ามีสายตาของใครบางคนมองอยู่

 

“อ่าว นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็น้องมิ้นนี่เอง   ไงคะ สบายดีไหมคะ”

เรียกระคายแก้วหูดังขึ้นเบื้องหลังให้หญิงสาวต้องหันกลับไปมอง 

 

สาวรุ่นพี่หน้าโบกเครื่องสำอางหนาๆกับเสื้อคอกว้างที่คว้านจนก้มทีแทบจะมองเห็นสะดือได้  ไหนจะกระโปรงสั้นๆที่ไม่เข้ากับวัยนั้นอีก   แทนที่จะดูสวยเปรี้ยวกับดูพิลึกๆเหมือนคนพยายามจะทำสวยมากกว่า

 

“อ่าวนี่หลุดมาจากแหล่งไหนเหรอคะ พี่แหวน”

  ใบหน้าสวยเยียดยิ้มใส่อดีตคู่ควงคนที่เท่าไรก็ไม่รู้  เพราะเจ้าตัวไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไรจำได้ว่เป็นคู่ควงนี่ก็บุญแล้ว

 

“ต๊าย  ปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะคะ   พอดีพี่มาดูหนังกับแฟนใหม่ค่ะ เนี่ยเพิ่งช็อปหมดไป3หมื่นกว่าๆ”

แหวนพูดแล้วมองไปทางสาวหล่อร่างท้วมผิวเข้มหน้าตาบ้านๆแต่แต่งตัวภูมิฐานที่ยืนเข้าแถวซื้อตั๋วหนังอยู่

 

“จะมีใหม่ทั้งที  หาที่ดูดีได้ซักครึ่งของมิ้นหน่อยเถอะค่ะ   เดี๋ยวเค้าจะรู้ตัวเอาว่าพี่รักเค้าที่   เงิน  ”   เสียงเรียบเน้นหนักตรงคำว่าเงิน  แทบทำให้คนฟังเต้นเป็นเจ้าเข้า

 

“เหรอคะ  แล้วสวยๆอย่างน้องมิ้นเนี่ย   หาใครเป็นตัวเป็นตนได้รึยังล่ะคะ   รึแจกจ่ายทั่วถึงคนนั้นคนนี้ไปวันๆ”

มิ้นยิ้มใส่เลื่อนมือขึ้นกอดอกด้วยท่าทีไม่พอใจเท่าไร  ฝ่ายคนหาเรื่องยิ้มสะใจจนออกนอกหน้า

 

ภาพสถานการณ์ที่สาวสวยโดนใครที่ไม่รู้มาคุยด้วยทำให้ฟาเม้มริมฝีปาก   

  ยัยผู้หญิงหน้าเหมือนงิ้วนี่มันใครเนี่ย  อย่ามายุ่งกับเหยื่อ(?)ของคนอื่นจะได้ไหม  วันนี้อุส่าลงทุนแต่งแหวกแนวน่ารักมาแทบตายเรื่องอะไรจะให้หมาที่ไหนไม่รู้คาบไปกินกันเล่า

 

“รอนานไหมคะมิ้น”

จู่ๆเสียงหวานก็ดังขึ้นขัดความร้อนระอุ  พร้อมกับสองแขนที่ตรงเข้าโอบกอดคนตัวสูงจากข้างหลัง

 

ฟายิ้มหวานปรายตามองหญิงสาวแปลกหน้าด้วยสายตาดูถูก     ทั้งความน่ารักทั้งความสาวและท่าทางออดอ้อนนั่นทุกอย่างมันลงตัวเกินไปแล้ว   สาวรุ่นพี่อย่างแหวนไม่มีอะไรจะสู้ได้ซักนิดทำได้เพียงมองจิกสายตาใส่สู้ตายแบบหมาจนตรอก  

 

“อ่าวฟาไปไหนแล้วล่ะ?”  แมวน้ำหันซ้ายมองขวาหาคนตัวเล็กที่เดินออกมาก่อน  

 

“โน้น  ไปโน้นแล้ว”   โซดาโบ้ยหน้าไปทาง มิ้นที่ยืนเผชิญหน้ากับสาวรุ่นพี่แถมมีฟาเกาะแกะอยู่ด้วย

 

“มิ้นยืนอยู่กับใครน่ะ  ท่าทางไม่ดีเลย”  พูดจบสาวอวบก็คว้ามืออีกคนไปด้วยความร้อนลน  

 

ก่อนที่แมวน้ำจะลากโซดาเข้าไปกลางดงสงคราม   มือเรียวก็ดึงตัวคนข้างหน้าให้เป็นเชิงหยุด

 

“รออยู่แค่ตรงนี้เถอะ”  

“เอ๋!?” 

ใจหนึ่งก็อยากเดินเข้าไปช่วยเพื่อนแต่ก็อยากฟังที่โวดาพูดด้วยเหมือนกัน

 

“มีฟาอยู่ด้วยแบบนั้นมิ้นไม่เป็นไรหรอกน่า  รอฟังรอดูอยู่ตรงนี้ดีกว่า”   

สาวเซอร์บอกด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่ทุกข์ร้อนอะไร ท่าทีที่ใจเย็นเกินชาวบ้านชาวเมืองทำให้คนใจร้อนล้นยอมฟังและทำตาม

 

กลับมาที่แวดวงของสามสาวที่ยืนมองหน้ากันเด่นอยู่กลางทางเดิน

 

“ใครเหรอคะมิ้น”   

ฟาเปิดฉากก่อนด้วยการยิงคำถามตรงๆออกมา

 

มิ้นเลิกคิ้วกับกากระทำเกินจะคาดเดาของยัยแอ็บตัวแม่   นี่คนสวยต้องรับศึกทีเดียวพร้อมกันสองทางเลยเรอะ!  แต่ลองดูซักตั้งก็ไม่เสียหายอะไรนิ?

 

“คู่ขาเก่าน่ะ   เสียงดังน่ารำคาญเลยเลิก”  

สาวหน้าหวานยิ้มไม่ออก  ความรู้สึกตอนนี้เหมือนโดนทุบด้วยคำพูดจนมึน    เธอไม่เคยคิดเลยว่าคนสวยเลือกได้อย่างยัยนี่จะเป็นพวกอนุรักษ์ไม้ป่าเดียวกันไปได้   แถมยังกล้ายอมรับออกมาแบบตรงๆอีก 

 

ริมฝีปากอิ่มกระตุกยิ้ม

 

“แหมมิ้นก็   เล่นคบไม่เลือกเลยนะคะ”  ฟาเอียงคอหน่อยยกมือขึ้นจรดริมฝีปากแอ๊บน่ารักสุดๆ   “ไม่รู้นะคนอื่นอาจจะมองว่าพี่เค้าสวย   แต่ฟาว่าต่ำกว่ามาตรฐานเกินรับไหวน่ะ”  ใบหน้าหวานแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของนางมารน้อยโปรยรอยยิ้มเคลือบยาพิษให้

 

คบไม่เลือก   เป็นคำเหน็บแหนมว่าคนหัวแดงมั่วไปทั่วสวยไม่สวยขอเป็นผู้หญิงคั่วหมด     ส่วนต่ำกว่ามาตรฐาน  เป็นคำพูดที่เหมือนคมมีดกรีดใจคนฟังอย่างแหวนให้รู้ตัวว่าไม่มีอะไรมาเทียบระดับกันได้  รู้ตัวไว้ซะว่ามีแต่แพ้กับแพ้   คนที่แพ้ยับเยินเลยได้แต่เจ็บใจจนกัดปากแน่น  

 

เหอะ...   ร้ายนี่เล่นเชือดทีเดียวพร้อมกัน      มิ้นหัวเราะในลำคอ

 

ตอนนี้สามสาวเริ่มตกเป็นเป้าสายตาของคนทั่วไป  ในที่สุดคนแพ้ก็รีบจรลีถอยทัพหนีไปดื้อๆ  

เมื่อโซดาเห็นทุกอย่างสงบลงแล้วจึงเลิกสังเกตการณ์แล้วพาแมวน้ำเดินเข้าไปหาสองสาว

 

“เข้ากันดีนิ  หนึ่งแรง  หนึ่งร้าย”   สาวเซอร์แค่นยิ้ม

 

“ก็ยอมรับว่าแรง”   เรียวปากบางยิ้มรับคำเพื่อน

 

ส่วนคนหน้าหวานถึงกับรีบออกตัว   “ใครร้ายเหรอ?   อ๋อผู้หญิงคนเมื่อกี้ใช่ไหม   ฟาก็ว่าเค้าร้ายนะ”   ยัดเหยียดความร้ายกาจให้คนแพ้ที่หนีไปทันที

 

“คงงั้นมั้ง”  โซดาได้แต่ยิ้มๆยอมเฉไฉตามน้ำไป

 

“มิ้น รีบไปกันเถอะ  เดี๋ยวไม่ทันหนังฉายนะ”   สาวหน้าหวานรีบเปลี่ยนเรื่องเขี่ยคำว่าร้ายไปให้พ้นตัว

 

“อืม  ไปรอหน้าทางเข้าที่โรง3กัน”   ฟาเลิกคิ้วแปลกใจที่อีกฝ่ายยอมให้ควงแขนไม่มีท่าทีปฏิเสธแถมยังพาเดินไปเองซะอีก

 

ริมฝีปากอิ่มระบายยิ้ม   รึแผนจะสำเร็จไปหนึ่งขั้นแล้ว!

 

........................................................................................................................

 

บริเวณหน้าโรงหนังหมายเลข3  ก็เห็นคนไปมุงกันเต็มไปหมด  ตรงกลางฝูงชนมีมีกระถ่างใส่ต้นไผ่สูงราวๆ2เมตรตั้งเด่นสะดุดตาไว้  แถมยังมีเจ้าหน้าที่นั่งประจำอยู่ที่โต๊ะใกล้ๆกัน  บนโต๊ะมีกระดาษหลากสี กับดินสอ ปากกา  สีเมจิกให้บริการฟรี 

 

“วันนี้วันทานาบาตะค่ะ เป็นความเชื่อของคนญี่ปุ่น   เค้าเชื่อกันว่าถ้าเขียนขออะไรก็สมหวัง  ถ้าสนใจก็มาเขียนคำอธิษฐานแล้วมาผูกที่ต้นไผ่ได้นะคะ  ”   พนักงานหญิงประชาสัมพันธ์บอกลูกค้าทั้งสี่ที่เพิ่งเดินมาถึงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

 

“น่าลองจัง   เขียนว่าขอให้ผอมๆดีไหมเนี่ย”  แมวน้ำบอกด้วยเสียงกลั้วหัวเราะแถมยังเดินไปหยิบกระดาษก่อนใคร

 

“กินแหลกแบบนี้ชาติหน้าคงผอม”   โซดารีบพูดทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

 

“งั้นก็ขอให้ตัวเองพูดเยอะๆเหมือนชาวบ้านเค้าซะสิ   ไอ้ตัวพูดน้อย”   แมวน้ำตอบโต้กลับด้วยท่าทีหมั่นไส้ 

 

ฟาที่เห็นเพื่อนสองคนแหย่กันก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้   เสียงหัวเราะที่ไร้การเสแสร้งทำให้มิ้นยิ้มออกมาด้วย   พอรู้ตัวว่าโดนมองคนตัวเล็กเลยหันมาหาเจ้าของเรือนผมสีเพลิง

 

“ฟา จะเขียนว่า ขอให้ทุกคนมีแต่ความสุข   มิ้นจะเขียนว่าอะไรเหรอ”

ริมฝีปากอิ่มโปรยยิ้ม

 

....ขอให้ทุกคนมีความสุข!  สมกับเป็นยัยแอ๊บแตกจริงๆ

“ว่าจะเขียนขอให้ไม่มีคนเสแสร้งน่ะ”  

 นัยน์ตาสีเทาหรี่ลงพร้อมกับเรียวปากบางเหยียดยิ้มทำเอาคนที่แอ๊บมาเต็มที่ถึงกับหุบยิ้มรีบหันหน้าหนี

 

........................................................................................................................

 

2012/Jul/14

ตอนพิเศษ   TANABATA    ทานาบาตะ

 

 

................................................................................................................

“เรื่องครั้งนี้   ผมผิดเองที่ไว้ใจคูมากเกินไป  ทั้งที่คูยังอ่อนประสบการณ์อยู่แท้ๆ”   ชายชราในชุดสูทภูมิฐานเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  ใบหน้าเหี่ยวย่นมีริ้วรอยตามไปวัยพยายามซ่อนอารมณ์หม่นหมองเอาไว้  เพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่าเดิม

 

“ดิชั้นก็มีส่วนผิดค่ะทั้งทีเป็นเลขาทำงานอยู่ใกล้คุณคูที่สุด  แต่ดิชั้นกลับเป็นประโยชน์อะไรให้คุณคูไม่ได้เลย  ”   หญิงสาวในชุดสูทสุภาพบอก   ใบหน้าสวยที่แต่งแต้มเครื่องสำอางบางๆก้มลงราวกับต้องการจำนนต่อความผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้น   สองมือกุมประสานบีบแน่นอยู่บนตัก    ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันอย่างชั่งใจ

....ในที่สุดหญิงสาวก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้

 

“คุณ  คันซากิ คะ  ให้ดิชั้นมีส่วนรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยเถอะค่ะ”    เธอก้มศีรษะโค้งลงโน้มไปข้างหน้า  แสดงถึงความตั้งใจขจริงที่พร้อมมือกับปัญญา  

 

“จิรวดีซังคุณเป็นเลขาที่ดีมาก  ทำงานได้เยี่ยมยอดไม่เคยทำให้คูกับผมผิดหวังเลย      แต่  คู  ยืนกรานว่าทุกอย่างเป็นความผิดของเค้าเอง  เลยขอรับผิดชอบเรื่องทั้งหมดเอง”

เขายิ้มเอ็นดูหญิงสาวเหมือนครั้งที่แรกที่ได้พบกัน

 

“จิรวดีซัง   ผมรักคุณเหมือนที่รักคู  ผมรู้ว่าคุณรักและหวังดีกับคูจริงๆ    แต่ครั้งนี้เป็นการตัดสินใจของคูที่จะกลับไปตระกูลคันซากิด้วยตัวเอง    ถึงคุณจะเป็นคนนอกแต่คูบอกเรื่องธรรมเนียมภายในของตระกูล  คันซากิ ไว้แล้วสินะ”

 

“ค่ะ....ดิชั้นทราบค่ะ”   ใบหน้าสวยเสสายตามองไปทางอื่น

 

 .......................................................................................................................

 

“พี่...”

 

“พี่เนยคะ...”

ใบหน้าสวยที่แต่งแต้มเครื่องสำอางอ่อนๆหันมาตามเสียงเรียก

 

“จ๋า”

เสียงหวานขานรับ พร้อมระบายรอยยิ้มให้เด็กสาวในชุดนักเรียนม.ปลายที่ยืนอยู่ข้างๆ

 

“พี่เนยก็  ฟาเรียกตั้งหลายครั้งแล้ว  ใจลอยไปไหนคะ”   คนตัวเล็กทำแก้มป่องเอียงศีรษะไปมาจนพี่สาวคนนี้อดจะยกมือขึ้นลูบเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนด้วยความเอ็นดูไม่ได้

 

“พี่ก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะค่ะ”   จิรวดียิ้มให้ลูกพี่น้องที่เอ็นดูเหมือนน้องสาวแท้ๆ

 

โกหกไม่เนียนเลยนะพี่เนย....ใครที่ไหนก็รู้ว่าพี่คิดเรื่อง ยัยคุมิโกะอยู่   ยัยผู้หญิงเห็นแก่ตัวทำเป็นเอาความรับผิดชอบมาอ้าง  สุดท้ายก็ทิ้งพี่เนยไปอยู่ดี...!

“เดือนหน้าพี่เนยจะไปเล่นต่อป.โทที่อังกฤษแล้ว  ฟาคงเหงาแหย่เลย”  เจ้าตัวเล็กทำหน้าหงอยๆเรียกร้องความสนใจ

 

“เพื่อนเราก็ออกจะเยอะแยะ  พี่ไม่อยู่แค่คนเดียวไม่เหงาหรอก...จริงไหม”   หญิงสาวยกมือขึ้นโอบไหล่เล็กของญาติผู้น้องเอา  พอสบเข้ากับนัยน์ตากลมโตของเด็กสาวก็เหมือนโดนอ่านความคิดจนต้องเสสายตามองไปทางอื่น

 

…ไปอยู่ไกลๆก็ดี   จะลืมยัยนั่นแล้วก็มีแฟนใหม่ดีๆกว่าไปเลย

“ถึงฟาจะเหงา...แต่ไมเป็นไรคะ เราคุยกันผ่านเฟสก็ได้”   ใบหน้าใสๆระบายยิ้ม

 

“พี่ไม่อยากอยู่เมืองไทยแล้วเอาแต่คอยคูจังฝ่ายเดียวน่ะ”  พี่สาวคนสวยยิ้มเศร้าๆ

 

ให้ตายสิอะไรจะรักมั่นขนาดนั้น    พี่เนยคะ!   รักจริงมันไม่มีบนโลกนี้หรอกค่ะ ตาสว่างซักทีเถอะ

“พี่เนยเป็นแฟนที่ดีมากเลยนะคะ   ขนาดเค้าบอกว่าต้องกลับไปรับผิดชอบกับบ้านใหญ่  แค่บอกให้รอพี่ก็ยังรอ   นี่ก็3ปีแล้วตั้งแต่พี่ไปส่งเค้าวันนั้น  เคยได้คุยกันอีกไหมล่ะค่ะ   แต่ก็ยังรอ  ฟาว่าพี่ดีมาก...จนดีเกินไปสำหรับเค้าแล้วล่ะค่ะ”

เด็กสาวพยายามยิ้มหวานกลบเกลื่อนถ้อยคำแฝงการประชดประชัน    เป็นคำพูดที่ให้กำลังใจและตอกย้ำให้คิดไปพร้อมกัน

 

จิรวดีได้แต่ยิ้มเศร้าๆกับคำพูดที่ให้กำลังใจและตอกย้ำให้คิดไปพร้อมกัน

 

“พรุ่งนี้วันที่ 7  กรกฏาแล้วนะ  ทานาบาตะไงจ๊ะ”   ก่อนบทสนทนาจะเลวร้ายลงไปกว่านี้   คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าจึงเปลี่ยนเรื่องคุย    “ฟามาเขียนอธิษฐานกับพี่ที่บ้านไหม”

 

“ ฟาว่ามันก็แค่ความเชื่อตามตำนาน  จะเป็นจริงได้รึเปล่าก็ไม่รู้นะคะ”

กุลธิดารู้ดีว่า พี่เนยของเธอเขียนขอพรให้คนรักกลับมาทุกวันทานาบาตะ....ทั้งที่รู้ว่ายิ่งทำก็ยิ่งเจ็บ ทำไมยังงมงามทำอยู่ได้  ก็แค่สร้างความหวังให้ตัวเองว่า  เค้าจะกลับมา

 

“แต่พี่เชื่อนะ....ถึงมัจจะเหมือนปลอบใจตัวเองก็เถอะ”   ใบหน้าสวยเผยยิ้มเศร้าๆ

 

ถ้าพี่เนยไม่ตาสว่างคงจมอยู่กับความหวัง ลมๆแล้งๆอยู่แบบนี้ล่ะ

“ค่ะ  ถ้าเป็นจริงได้ก็คงดีนะคะ”

ฟายิ้ม แต่หรี่ตาลงได้แต่มองอีกคนที่เดินนำไปก่อน

 

........................................................................................................................

 

     พรุ่งนี้คือวันที่ 7  กรกฎาคม   ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น  คือวัน ทานาบาตะซึ่งมีตำนานแสนเศร้า    คือเรื่องราวของ          โอริฮิเมะ เจ้าหญิงทอผ้าได้สวยงาม  แต่นางสนใจในงานทอผ้ามากไปจนไม่มีคู่ครอง  กระทั้งบิดาซึ่งเป็นเทพผู้ครองสวรรค์ ได้เห็นความขยันขันแข็งและความดีของฮิโบโกชิชายหนุ่มคนเลี้ยงวัวแห่งแม่น้ำสวรรค์  จึง ยินยอมให้  โอริฮิเมะลองได้พบกับ  ฮิโบโกชิ    หลังจากทั้งคู่ตกหลุมซึ่งรักและกันจึงแต่งงานและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

      แต่ทั้งสองลุ่มหลงในความรักจนลืมหน้าที่ที่สำคัญของตัวเอง   โอริฮิเมะไม่ยอมทอผ้า  ฮิโบโกชิก็ไม่ยอมดูแลวัว   ปล่อยให้ฝูงวัวไปหาอาหารกินเองกระจายกระจายไปทั่วจนสวรรค์ปั่นป่วนไปหมด   เมื่อเทพผู้ครองสวรรค์รู้เกิดความพิโรธได้ลงโทษให้ทั้งสองแยกจากกัน   โดยมีทางช้างเผือกเป็นปราการขวางกั้นกลางเอาไว้เพื่อไม่ให้โอริฮิเมะกับฮิโบโกชิได้เจอกันอีกชั่วนิรันดร์    เจ้าหญิงจึงเริ่มทอผ้าอีกครั้ง  ส่วนชายคนเลี้ยงวัวก็ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด   จนเทพสวรรค์คลายความโกรธจึงยอมเปิดทางช้างเผือกที่เป็นกำแพงกีดขวางให้หายไปวันที่ 7เดือน 7ของทุกปีที่มีเพียงปีละ1ครั้ง  เพื่อให้ทั้งสองได้มาพบกันอีกครั้ง  ฉะนั้นในวันนี้ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น  จะเขียนคำอธิษฐานใส่กระดาษแล้วนำไปผูกไว้กับต้นไผ่ก็จะทำให้คำอิษฐานหรือความปรารถนาเป็นจริง

 

….เรื่องราวความรักของเธอเองก็แทบจะไม่ต่างจากตำนาน ทานาบาตะเท่าไรนัก   เริ่มจากตอนฝึกงานก็เป็นถูกอกถูกใจของ  Mr. คันซากิ   1ในกรรมการผู้บริหารของบริษัท   จนถูกดึงตัวไปช่วยงานและได้พบกับ   คันซากิ   คุมิโกะ  ลูกสาวคนสวยของคุณ คันซากิ  ด้วยความใกล้ชิดกันจึงเกิดเป็นความรักขึ้นมา   ทั้งตัวเธอและ คุมิโกะต่างก็รักซึ่งกันและกัน  เป็นคู่คิดที่ดีต่อกันมาตลอด  แต่ด้วยเพราะประสบการณ์และอายุยังน้อยของทั้งคู่   ทำให้โปรเจคสำคัญของบริษัทล้มเหลวเกิดความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาล  ส่งผลกระทบต่อตระกูล คันซากิ

....คุมิโกะที่แบกรักทุกอย่าง   แบกรับบาปและความผิดทั้งหมดไว้ที่ตัวเองคนเดียว  ได้ตัดสินใจกลับไปทำงานที่บ้านต้นตระกูล  ซึ่งมีกฎสำคัญคือ   ต้นตระกูลให้ความเป็นอิสระกับลูกหลายทุกเชื้อสาย  หากมีคนในตระกูลทำความผิดขึ้นมาต้องกลับเข้ามาทำงานรับใช้ต้นตระกูลจนกว่าจะพิสูนจ์ตัวเองให้ต้นตระกูลเห็น  ว่าตนเองพร้อมจะออกไปจากตระกูลใหญ่อีกครั้ง

 

 

เธอยังจำครั้งสุดท้ายที่ไปส่งคนรักที่สนามบิน

“เนจัง ต้องรอ คูนะ   คูจังจะกลับมาหาแน่นอน   สัญญานะว่าจะรอ     คูรัก เนจังมากนะ”

คันซากิ  คุมิโกะ  หญิงสาวเคยผู้ทรงอำนาจในคันซากิกรุ๊ป เป็นผู้บริหารฝีมือดี  สุขุม  และเยือกเย็น  ตอนนี้กลาบกลายเป็นเพียง ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีแต่อารมณ์แห่งการสูญเสีย

 

 

“ค่ะ เนยจะรอคูจัง”

จิรวดีได้แต่เก็บซ่อนความเสียใจพยายามส่งคนสำคัญด้วยรอยยิ้ม

 

“ทุกๆวันที่7เดือน7  เป็นวันทานาบาตะ  วันที่โอริฮิเมะกับฮิโกโบชิที่ถูกพรากจากจะได้มาเจอกัน  เรา มาเขียนคำอธิฐานกัน   ขอให้เราได้กลับมาอยู่ด้วยกันไวๆเหมือนเดิม   คูเชื่อนะ  เชื่อในวันทานาบาตะ”

สองมือที่เย็นเฉียบบรรจงจับมือเล็กของคนตรงหน้าเอาไว้เบาๆ

 

“เนยก็เชื่อค่ะ”   หญิงสาวฝืนยิ้มทั้งที่นัยน์ตาคู่สวยคลอไปด้วยน้ำ

 

“คูรัก เนจังนะ  รักมากที่สุด”

 

จุมพิตสุดท้าย  แม้นจะเกิดขึ้นท่ามกลางสายตามากมายของผู้คนที่เดินผ่านไปมาในสนามบิน   แต่วินาทีนี้เธอไม่สนใจใครอีกแล้ว   ในใจได้แต่ภาวนาให้เวลาหยุดนิ่งลงตรงนี้    เพื่อจะไม่ต้องพลัดพรากจากกันเพื่อจะได้อยู่กับคนที่รักตลอดไป......

 

........................................................................................................................

 

7 กรกฏาคม     เวียนมาครบรอบปีที่4แล้ว    ต้นไผ่ที่แตกกิ่งก้านชูลำต้นสูงใหญ่อยู่ในสวนยังคงถูกใช้เป็นที่เขียนกระดาษที่บรรจุความปรารถนาอันเปี่ยมล้นเหมือนเดิม    ใบหน้าสวยเงยขึ้นมอง  แผ่นกระดาษหลากสีสันมากที่ที่ถูกมัดไว้ตามกิ่งก้านสาขาของไผ่ต้นนี้      ทุกอันเต็มไปด้วยำอธิษฐานและความปรารถนาของเธอทั้งสิ้น

 

.....  อยากให้อยู่ด้วยกัน...      ..อยากเจอ.......        ...อยากพบ......     .....หากได้เจอจะกอดเอาไว้แน่นๆไม่ให้หายไปอีกแล้ว...

 

อยากจะย้อนเวลากลับไป....แก้ไขเรื่องทั้งหมด      .....อยากเจอ....เหลือเกิน...

 

ร่างเล็กในชุดวันพีชสีขาวทรุดตัวลงบนพื้นที่ปูด้วยหินอ่อนซึ่งรอบๆตัวเธอยังมีกระดาษที่เขียนคำอธิษฐานเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด    นันย์ตาคู่สวยคลอไปด้วยน้ำ  

 

.............  ไม่ว่าปีนี้จะเขียนอะไร   ....ก็ไม่มีทางเป็นจริงขึ้นมาได้เลยเหรอ....

 

.....คูจัง.........

 

 

........................................................................................................................

 

 

…หญิงสาวตัวสูงในชุดเสื้อโค๊ทสีดำสนิท   ใบหน้าสวยถูกปกปิดด้วยแว่นสีชา   เรียวปากบางเผยยิ้มเมื่อมองดูกระดาษที่เขียนคำอธิษฐานมากมายที่ผูกติดไว้กับต้นไผ่ในสวนแบบญี่ปุ่น   มือขาวซีดเอื้อมไปละใบไผ่เบา  

 

“คุมิโกะซามะ  ได้เวลาไปพบท่านอาวุโสแล้วครับ”   ชายหนุ่มร่างกำยำในชุดสูทสีดำสนิทสวมแว่นดำที่ยืนคอยอยู่ข้างบอกเสียงเรียบ

 

เธอเพียงแต่พยักหน้ารับ

“โชทาโร่ซัง  เชื่อเรื่องตำนานวันทานาบาตะไหม”

 

“เชื่อครับ”  ชายหนุ่มนิ่งไปก่อนจะตอบออกมา

 

มือเรียวจึงเลื่อนขึ้นมาถอดแว่นสีชาออก   ใบหน้าสวยมองกิ่งก้านสาขาของต้นไผ่ที่มีกระดาษเขียนคำอิษฐานผูกเอาไว้เต็มไปหมด

 

“ฉันก็เชื่อ....”

 

........................................................................................................................

 

st�"5tf� �� mes New Roman";color:black;mso-bidi-language:TH'> 

 

“พวกว่างงานน่ะ สายตาเลยสอดส่องคนอื่นไปทั่ว”

คำพูดตรงๆแรงๆเรียกเสียงหัวเราะหึหึของโซดาที่เดินมาเงียบๆตั้งนานขึ้นมาได้

 

“อย่างที่มิ้นบอกล่ะ  อย่าไปสนใจเลย”

 

“ฮ่าๆ จ้า”   สาวอวบเลยพลอยยิ้มตาหยีไปด้วย

 

จู่ๆสาวสวยก็หยุดเมื่อเห็นสาวหมวยกับสาวห้าวเดินสวนมา

 

“อ่าว  ฟ.แฟน เอ้ยฟ.ฟาไปไหนซะล่ะไม่ได้มาด้วยกันเหรอ   เอจะว่าก็ไปตามตื้อเค้าเอาฝ่ายเดียวนี่เนอะ  อีกคนเค้าไม่เล่นด้วยแท้ๆ  อะ!  แรงมากระวังเค้าหนีแล้วจะแห้วนะจ๊ะ มิ้น”

ทิพย์จงใจพูดใส่ก่อนจะเดินทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้โดยมีมินเดินตาม

 

“อะไรของยัยพวกนี้เนี่ย  อะไรของมัน  บ้าเปล่า” เป็นแมวน้ำซะอีกที่โวยวายขึ้นมาแทนเพื่อน  ส่วนคนที่โดนพาดพิงเต็มๆยืนนิ่งใช้ความคิด

 

“ช่างมันเถอะแมวน้ำ  แค่เสียงนกเสียงกาน่ะ”   มิ้นบอกเสียงเรียบ  “เรารีบไปตึกสโมรดีกว่า”   ก่อนจะเดินนำสองสาวไปที่ตึกสีขาวตรงหน้า

 

 

ใบหน้าสวยเยียดยิ้มเบาๆ

…ก็เอาสิ    ถ้าว้อนอยากดังจนต้องปล่อยข่าวลือสร้างภาพนักละก็    เดี๋ยวแม่จัดให้สมใจแน่ๆ”

 

.................................................................................................

 

2012/Jul/14

05  กลยุทธ์การรุกฉบับแรงๆ

 

 

........................................................................................................................

 

 

 

“ไอ้มิน  ชั้นว่าแกไปฟามาอยู่กลุ่มเราดีกว่าไหม”   ทิพย์พูดขึ้นขณะล้างมือที่อ่างน้ำ

 

“ไม่ดีมั้ง   เกิดหัวแดงแรงสุดๆมาวีนแตกใส่เราขึ้นมาจะทำไงอ่ะ”  มินยืนกอดอกอยู่ข้างๆส่ายหน้าไปมา

 

“ชั้นสงสารฟาว่ะ  ฟาก็ดี้แสนดี  รู้ทั้งรู้ว่าเค้าคิดยังไงก็ยอมไปด้วย  โครตจะรักษาน้ำใจกันเลย”   สาวหมวยถอนหายใจออกมา

 

“คิดหนักนะป้า  แต่มินว่ายัยมิ้นอะไรนั่นจีบไม่ติดหรอก  ใครจะเอาคนอะไรแรงเกิ้น”   พูดจบเจ้าตัวดีก็หัวเราะชอบใจ

 

จู่ๆประตูห้องน้ำด้านในโดนผลักออกมา ด้วยมือเรียว   สาวทิพย์แทบทำตลับแป้งพลับหล่น ส่วนเจ้ามินยืนนิ่งยังกับรูดซิบปากตัวเองไว้แน่นสนิท

 

มิ้นมองด้วยหางตา   ริมฝีปากบางเยียดยิ้ม แล้วเดินผ่านสองสาวที่หลีกทางให้อย่างหวาดๆ

 

“รักจะนินทาลับหลังก็หัดดูให้มันดีกว่านี้หน่อย”  ใบหน้าสวยๆส่ายไปมา  “เดี๋ยวโดนจับได้แบบนี้จะไม่เนียนเอา”  เรียวปากบางยิ้มยั่วทำให้คนถูกกระทบกระทั่งแทบอยากจะโดดเข้าไปฟัดกันซะตอนนี้เลยแต่โดนสาวห้าวดึงตัวไว้ซะก่อน    ทิพย์เลยต้องทนเก็บความฮึดฮัดๆเอาไว้มองดูยัยหัวแดงเดินจากไปต่อหน้าต่อตา

 

........................................................................................................................

 

สอง สามวันมานี้  ข่าวลือเสียๆหายๆในทางไม่ดีก็แพร่กระจายไปจนเพื่อนร่วมเอกรู้กันหมด    คนอย่างมีนชญาไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว  โซดาก็นิ่งเป็นทุน  ส่วนแมวน้ำมีกังวลบ้างแต่ก็เฮฮาไปกับเพื่อนมากกว่า

 

 วันนี้ตามตารางไม่มีเรียนตอนบ่ายสามสาวเลยหอบรายงานมานั่งทำที่โต๊ะม้านั่งหินอ่อนใต้ตึกคณะเพื่อรอเวลาไปขึ้น  สแตนเชียร์

 

“หมู่นี้รู้สึกเหมือนโดนมองแบบแปลกๆว่าไหม”   แมวน้ำย่นจมูกเม้มปาก

 

“สวยก็ยังงี้ล่ะ  แต่ชินล่ะ”  ริมฝีปากบางยิ้ม  แต่นัยน์ตาสีเทาจดจ่ออยู่ที่สมุดรายงานบนโต๊ะ

 

“เหอะ  ถ้ารู้เรื่องที่เค้าพูดกันจะยิ้มไม่ออกเอา”

 

“เรื่องอะไรล่ะ?”  เสียงเรียบถามแบบไม่ทุกข์ไม่ร้อน

 

“เรื่องที่มิ้นตามจีบฟาไง  เค้ารู้กันไปทั่วเอกแล้ว  ดีไม่ดีรู้ไปทั่วคณะแล้วมั้งเนี่ย”  สาวอวบยิ้มเจื่อนๆแทบทำหน้าไม่ถูก

 

“มิ้นเนี่ยนะจีบ  เอาไปพูดกันได้ยังไง?”  โซดาละสายตาจากสมุดสีขาวขึ้นมามองหน้าคนตรงข้าม

 

“ก็   จำวันที่ไปไนท์กันสี่คนได้ม๊ะ  ที่มิ้นซื้อสร้อยเงินให้ โซดากับฟาไง”

 

“แล้ว”   ใบหน้าที่ไม่ค่อยจะยิ้มอยู่แล้วยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าแต่ก็ถามต่อ

 

“ก็มันแพงไงตั้งพันสาม  คนอื่นเค้าก็ต้องคิดว่า มิ้นจีบฟาอ่ะ   ถ้าไม่จีบจะลงทุนซื้อของแพงให้ทำไม”  แมวน้ำมองไปทางสาวเซอร์สลับกับมองอีกคนที่ไม่สะทกสะท้านอะไรเลย

 

“อ๋อเหรอ!?”  มิ้นเลิกคิ้ว  “โดนมองเป็นแบบนั้นหรอกเหรอ”

 

“ไม่สงสัยอะไรอ่ะ  สงสัยอย่างเดียวใครเป็นตัวปล่อยข่าว”   แมวน้ำถามขอความคิดเห็น   มือก็หยิบมันฝรั่งแผ่นเรียบใส่ปากไปด้วยส่วนรายงานเพิ่งเขียนไปได้5บรรทัด    ผิดกับอีกคนที่เขียนไปได้หลายหน้าแล้ว

 

“คนที่คุณก็รู้ว่าใครไงเล่า”   นานๆทีโซดาจะเล่นมุกกับเค้าบ้าง   ทำเอาสองสาวหันมามองหน้ากันแล้วอมยิ้มขำๆ

 

“ทำไมคิดว่าเป็นเจ้าตัวเองอ่ะ”  แมวน้ำถาม

 

“ซื้อให้เมื่อวาน  รุ่งขึ้นเป็นข่าว  จะมีใครถ้าไม่ใช่ตัวเองไปกระจายข่าวเอง”  มิ้นกระตุกยิ้มที่มุมปาก

 ยัยแอ๊บแตกนี่ทำงานไวกว่าที่คิด  เล่นกระจายข่าวไปซะทั่วถึง

 

“มิ้นไปทำอะไรให้เค้าเนี่ย  โดนเล่นซะ”  คนที่ง่วนอยู่กับขนมคบเคี้ยวหัวเราะขำๆ

 

“ก็แค่พูดตรงๆว่าไม่ชอบพวกแอ๊บ”  สาวสวยบอกเสียงเรียบ

 

“แอ๊บ?”   แมวน้ำทำท่าคิดหนัก  “เค้าก็น่ารักดีนะ  แต่เราว่ามันแปลกๆอยู่นิดหน่อย  โซดาคิดว่าไง”

 

“ไม่รู้สิ  ไมได้สนใจน่ะ”  โซดาบอกด้วยสีหน้านิ่งๆที่ไม่ว่าใครมาเห็นก็เดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่   แต่คำที่เหมือนไม่ใส่ในความมีตัวตนของผู้ถูกฟาดพิงนี่สิ   ถ้าเจ้าตัวมาได้ยินคงร้องไม่เป็นภาษาแน่ๆ

 

“เราก็ว่าเค้าดูแปลกๆ จู่ๆก็ติดมิ้น”  มืออวบๆดันถุงมันฝรั่งทอดไปทางคนพูดน้อยที่ตั้งหน้าตั้งตาทำแต่รายงาน

 

“ไหนๆข่าวก็ไปไกลแล้ว  ตามน้ำไปดีมั้ง”  เรียวปากบางเผยยิ้มร้ายๆ

 

“นั่นผู้หญิงด้วยกันนะ”  สาวอวบตาโตหยุดกินขนมในมือ

 

“พูดกันตรงๆเลยนะ    ตอนม.ปลายเคยคบมาหมดแล้วทั้งหญิงทั้งชาย  ก็งั้นๆหาถูกใจไม่ได้ซักราย”   แรง...สมแล้วที่เค้าพากันเรียกว่า  หัวแดงแรงสุดๆ

 

“อะ...เอาจริงเหรอ”  แมวน้ำถามเสียงสั่นๆยกมือขึ้นปาดเหงื่อ

 

“ก็ไม่มีอะไรจะต้องเสียนิ”   เสียงเรียบบอกทีเล่นทีจริง  แต่ริมฝีปากเยียดยิ้มชั่วร้ายเต็มที่

 

“มิ้นจ๋า”  เสียงใสๆเรียกมาแต่ไกลพร้อมกับสาวหน้าหวานที่เดินตรงเข้ามาหา

 

“ตายยากจริง”  โซดาพูดเบาๆก่อนจะลงมือเขียนรายงานต่อ

 

พอเดินมาถึงคนตัวเล็กก็รีบนั่งแทรกระหว่างมิ้นกับแมวน้ำขึ้นมาทัน   แถมยังเบียดจนสาวผมแดงแทบติดผนังตึก  ฝ่ายสาวอวบก็แทบจะตกเก้าอี้แถมอืดอัดทนไม่ไหวจนต้องลุกไปนั่งกับคนมาดนิ่งที่ปั่นรายงานอย่างเอาเป็นเอาตายแทน

 

“ทำอะไรกันอยู่เหรอ?”  ทั้งที่เห็นเต็มตาว่าสามสาวกำลังนั่งทำรายงายอยู่แต่ฟาก็ยังไม่ทิ้งมาดใสซื่อ

 

“ขอ...”  สาวสวยเปรยเบาๆ

 

“จ๋า?”  คนที่ตื่นตัวอยู่ทุกวินาทีอย่างฟาเลยขานรับไปง่ายๆ

 

“ขอรึยัง จู่ๆก็นั่งมาเนี่ย”

 

คำพูดตรงๆชนิดไม่อ้อมค้อมแทบทำให้คนฟังหงายหลังตกเก้าอี้

 

“มะ..มีคนนั่งแล้วเหรอ” เลยรีบลุกขึ้นด้วยท่าทีเงอะงะ

 

   “ถ้าไม่มีใครจองจะนั่งรึไง”

 

จากท่าทีที่เหมือนไปต่อไม่ถูกทางกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง   นัยน์ตากลมโตฉายแววออดอ้อนเต็มที่

 

“งั้น  ขอฟานั่งด้วยคนสิ”

ริมฝีปากอิ่มโปรยยิ้มหวานๆที่เคยทำให้หนุ่มๆหลายคนใจละลายมาแล้ว

 

“อืม”

 

สิ้นคำบอกฟาก็รีบนั่งลงข้างๆคนตัวสูงแถมยังเบียดตัวเข้าหาชนิดไม่แคร์สายตาเพื่อนอีกสองคนที่นั่งอยู่ด้วยเลย

 

“มิ้น  เลิกสแตนแล้วจะไปไหนเหรอ  ขอไปด้วยได้ไหม”  เสียงใสอ้อน  ใบหน้าหวานยิ้มน่ารัก

 

“ทำรายงาน  ไม่ทำรึไงส่งมะรืนนิ”   มิ้นบอกแล้วเริ่มหันมาสนใจกระดาษรายงานที่ว่างเปล่าตรงหน้า

 

“ฟาทำเสร็จแล้วจ้า”

 

สาวสวยเลิกคิ้ว   แอ๊บเข้าไป  มะรืนไม่มีส่งขึ้นมาจะหัวเราะให้

 

“ขยันดีนิ”   เจ้าของผมสีเพลิงกระตุกยิ้ม  นัยน์ตาสีเทาจ้องตาโตๆของคนข้างๆ

 

จาก1นาที เริ่มมากขึ้นเป็น2นาที   3นาที      ไม่มีต้องมีคำพูดอะไรก็สร้างความกดดันได้     และคงจะอีกหลายๆนาทีตามมาหากแมวน้ำไม่ทำกล่องใส่ดินสอปากกาหล่นลงบนพื้นซะก่อน

 

ฟาละสายตาจากมิ้นหันไปมองภาพสาวอวบลนลานก้มลงเก็บปากกาดินสอใหญ่

จู่ๆใบหน้าหวานๆก็ถูกมือเรียวของคนตัวสูงจับแก้มดึงให้หันกลับมามองสบตา

 

“เวลาคุยกันอย่าหันหน้าหนี....ไม่ชอบ”

 

ตะ...ตาสีเทาจริงๆด้วย   เพิ่งเคยเห็นชัดๆนี่แหละ    น่ากลัว!

นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลพยายามจะหลบสายแต่ก็ทำไม่ได้เมื่อถูกอีกฝ่ายจ้องหนักกว่าเดิม    พอเบนหน้าหนีก็โดนปลายนิ้วนั่นรั้งให้หันกลับมามองหน้ากันเหมือนเดิมอีก

 

ยัยนี้มัน....โอ้ยไม่ดีแน่....สงสัยวันนี้ต้องกลับไปตั้งหลักก่อน

“งั้นฟา....

 

“ไปดูหนังกับชั้น”

 

..... นี่มันประโยคออกคำสั่งชัดๆห่างไกลคำว่าชักชวนสุดๆ

 

“ไหนว่าจะ...ทำรายงาน..ต่อ”   ฟาประหม่าจนพูดติดขัด

 

“ขี้เกียจแล้ว  อยากไปดูหนังมากกว่า”   ยิ่งเห็นความกังวลที่สะท้อนอยู่บนนัยน์ตาสีน้ำตาล   ยิ่งทำให้ใบหน้าสวยเผยมาดร้ายๆออกมามากขึ้น

 

“แมวน้ำก็โซดาก็ไปด้วยนะ มิ้นจ่ายเอง”   มิ้นหันไปยิ้มให้สองสาวที่มองหน้ากัน

 

“แต่เรากับโซดา...       “ตั้งใจจะไปดูด้วยกัน4คนน่ะ”    เจ้าของผมสีเพลิงพูดขัดขึ้นมาก่อนที่สาวอวบจะพูดจบด้วยซ้ำ   ทำเอาสาวแก้มเยอะหน้าถอดสี

 

“นานๆทีไปดูหนังด้วยกันทุกคนแบบนี้ก็ไม่เลว   ตั้งแต่ปิดเทอมใหญ่แล้วยังไม่ได้ดูหนังเลย”   คนที่พูดน้อยจนแทบไม่มีคนสังเกต  ดันพูดขึ้นมาถูกจังหวะถูกเวลาอีกแล้ว

 

“ถ้าโซดาไป เค้าไปก็ได้”    แมวน้ำพยักหน้าหงึกๆยิ้มกว้าง

 

“ตามนี้ละกัน  เจอกันหน้าเมเจอร์  ทุ่มครึ่งเดี๋ยวมิ้นจะให้คนจัดการซื้อตั๋วไว้ให้   ไปถึงดูได้เลย”

 

แหวะ!  ทำเป็นข่ม  

“มิ้นใจดีจังเลย”    ฟายิ้มหวานเข้าใส่

 

สาวสวยไม่ตอบ   ทำแต่เพียงเลื่อนมือไปแตะเอวของคนตัวเล็ก

 

หน้าหวานสะดุ้งสุดตัวที่โดนแตะตัวกะทันหัน   แถมปลายนิ้วนั่นยังตั้งใจบีบเอวกันอีก

 

“เบื่อสแตนกับ พี่ว๊ากมาเป็นอาทิตย์แล้ว  แต่งสวยๆไปดูหนังให้มันสะใจกันดีกว่า  จริงไหม.....ฟา”

นัยน์ตาสีเทาจ้องใบหน้าใสๆไม่วางตา

 

“อื้ม”   ฟายิ้มหวานเข้าใส่

 

...ท้ามาแบบนี้ก็สวยสิคะ!   คิดว่าตัวเองสวยเป็นคนเดียวรึไง   เดี๋ยวก็รู้ว่าใครจะมีคนสนใจมากว่ากัน!

 

...................................................................................................................

 

2012/Jul/14

04     แรงอย่างเธอต้องเจออย่างฉัน!

 

 

ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินสวนกันไปมาที่ไนท์บลาซ่า  สาวห้าวรีบดึงแฟนหนุ่มให้หยุดเดิน

 

“เดี๋ยวพี่จูนหยุดแป๊ป”

 

“ทำไมเหรอครับ?”  ชายหนุ่มหน้าตี๋ในชุดเชิ้ตสีขาวแขนยาวพับแขนถึงข้อศอก  ชายเสื้อปล่อยรุ่มร่ามคลุมกางเกงสแลกสีดำทำหน้างง

 

“มินเจอเพื่อนที่เอกอ่ะ”

 

“อ่าว ?  เจอเพื่อนก็ไปทักสิครับแล้วมาหลบทำไม”  เสียงเข้มกลั้วหัวเราะ

 

“ไม่เอาหรอกพี่  คนหัวแดงๆอ่ะแรงจะตาย   เนี่ยมินยังงงๆเลยว่าทำไมฟาถึงมากับกลุ่มยัยมิ้นได้”

สาวห้าวยกมือขึ้นเกาหัวแบบงงๆ

 

“พี่ว่าเค้าดูสนิทกันออกนะ   ฟา  นี่ใช่คนตัวเล็กๆป่ะ   สเปกเราเลยนิ”    นัยน์ตาคู่คมมองสาวหน้าหวานที่คลอเคลียสาวสวยผมแดงไม่ห่างเลยอมยิ้ม   มือใหญ่ๆยกขึ้นขยี้หัวแฟนสาวจนผมยุ่งไม่เป็นทรง

 

“บ้า  พี่ก็  มินแค่ชอบมองเฉยๆเอง   เห็นงี้จริงๆมินก็ชอบผู้ชายนะพี่  ไม่งั้นจะคบกับพี่เหรอ”   เลยโดนสาวห้ามทำหน้างอใส่

 

“ค๊าบๆ  ล้อเล่นน่า”

มินไม่ได้สนใจหนุ่มตี๋ที่ยืนหัวเราะอยู่ข้างๆเพราะมัวแต่แอบมองสี่สาวที่เดินหายไปในกลุ่มคนด้วยความสงสัย

 

........................................................................................................................

 

ที่โซนอาหาร   มิ้นยังทำหน้านิ่งโดยมีฟานั่งเบียดจนแทบจะตกม้านั่งยาว  ส่วนโซดากับแมวน้ำก็กำลังสนใจกับของกินตรงหน้า

 

“ร้อนอ่ะ ฟาขยับไปหน่อย”   สาวสวยใช้มือดันคนข้างๆออก   ฟายิ้มที่มุมปากยิ่งห้ามก็เหมือนยุนอกจากจะไม่ถอยห่างแล้วยังเบียดเข้ามาหนักกว่าเดิมอีก  

 

“ฟาหนาวน่ะมิ้น  มิ้นไม่หนาวเหรอ”  พูดแล้วก็ยิ่งเบียดคนตัวสูงเข้าไปใหญ่

 

“หนาวมากเหรอ”   มิ้นหรี่ตาลง  มืออีกข้างก็เอื้อมไปหยิบกระเป๋าสะพายข้างของตัวเองแล้วค่อยๆรูดซิบหยิบบางอย่างขึ้นมา

 

เสื้อคาร์ดิแกนตัวยาวสีหวานถูกนำมาคลุมไหล่บางของสาวหน้าหวานเอาไว้

 

“เสื้อคาร์ดิแกนน่ะ ให้ยืม”   สาวสวยบอกแล้วขยับตัวออกห่างเล็กน้อย  

 

นะ..นี่มัน   ยะ..ยี่ห้อนี้...    คาร์ดิแกนเนื้อดีแถมเป็นรุ่นที่ยังไม่วางขายในไทยอีก  สะ..สั่งตรงจากญี่ปุ่นระ...เรอะ     จะรวยไปไหนเนี่ย!

ฟานิ่งไป3วินาทีก่อนจะยิ้มหวานออกมา

 

“มิ้นใจดีจังเลย”  เสียงใสอ้อนใส่เต็มที่

 

“อ๋อ  เปล่าหรอกไม่อยากเห็นใครมาหนาวจะเป็นจะตายแถวนี้น่ะ”

 

สาวหน้าหวานยิ้มรับทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวแต่ในใจเดือดเกิน100องศาซะอีก

 

จู่ๆก็มีชายแต่งตัวมอซอถือถุงใส่แตงกวาพะรุงพะรังเดินนำชายอีกคนที่แต่งตัวโทรมๆพอกัน  ซึ่งจูงลูกช้างตัวเขื่องมาด้วย

 

ทันทีที่เห็นช่องทางแสดงตัวเป็นคนดีขึ้นฟาก็รีบยิ้มหวานแล้วหันมาหาสามสาว

 

“เลี้ยงลูกช้างกัน  ทำบุญกันเนอะๆ”

 

“จะได้บาปละไม่ว่า  ทรมานสัตว์”   คำพูดตรงๆทำเอาชายสองคนสะดุ้งก้มหน้าก้มตากันใหญ่    ส่วนคนชวนถึงกับเซไปเล็กน้อย

 

แรง....แรงดีไม่มีตกจริงๆยัยนี่!

นัยน์ตากลมโตมองไปทางสองสาวที่อยู่ด้านหลัง  ยัยโซดาก็นิ่งซะจน  อี๋ไม่น่าเข้าใกล้เลย  เอายัยแมวน้ำนี่ท่าทางจะดูหัวอ่อนที่สุดในกลุ่มแล้ว

 “งะ..งั้น แมวน้ำเรามาให้อาหารช้างกันสองคนดีกว่า  เนอะ”     ฟารีบเดินเข้าไปดึงมืออวบๆโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแมวน้ำหน้าซีดเผือดไปแล้ว    คนตัวเล็กพยายามดึงคนตัวใหญ่กว่าให้เดินตาม    แต่ไม่เป็นผลราวกับอีกคนไม่ยอมขยับไปไหนยังไงยังงั้นเลย  

 

“เป็นอะไรไปน่ะ?”    พอหันกลับมาเห็นสาวอวบยืนตัวสั่นๆ  นัยน์ตากลมโตเลยหรี่ลง

 

อะไรของยัยนี่  ทำท่าอย่างกับกลัวช้าง   ตัวอย่างกับช้างแท้ๆ

 

“มาสิ แมวน้ำ”  มือเล็กๆพยายามดึงทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าดึงให้ตายยัยแมวยักษ์นี่ก็ไม่มา

 

โซดายืนมองเหตุการณ์ด้วยความหงุดหงิด  ในที่สุดก็หมดความอดทนเดินเข้าไปกระชากตัวเพื่อนเข้ามากอด

 

“ไม่เป็นไร  ไม่เป็นไร ยัยแมวยักษ์  ไม่เป็นไร”    แมวน้ำได้แต่พยักหน้าหงึกๆอยู่ในอ้อมกอดสาวเซอร์

 

ฟามองซ้ายมองขวาเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเริ่มตกเป็นเป้าสายตา

 

“งะ..งั้นฟาให้คนเดียวก็ได้ นะ”  ใบหน้าหวานๆระบายยิ้มที่คิดว่าดูดีที่สุดก่อนจะรีบเดินไปให้อาหารลูกช้าง

 

นัยน์ตากลมโตแอบมองไปทางคนทั้งสามเป็นระยะ    พอโดนสายตาจิกๆมองสวนกลับมาเลยทำให้หน้าหวานๆต้องละสายตาไปทาง แมวน้ำที่ยังกอดโซดาแน่นแทน

 

ยัยแมวน้ำก็ตัวติดหนึบกับยัยโซดา   ช่างกล้าเนอะไม่แคร์สายตาชาวบ้านด้วย

 

ริมฝีปากอิ่มเผยยิ้มชั่วร้าย

 

รู้แล้ว   ว่าจะจัดการกับยัยหัวแดงนี่ยังไง!

 

........................................................................................................................

 

 “เฮ้ย!  แน่ใจนะว่าเห็นไม่ผิดไอ้มิน”   ทิพย์ถามด้วยสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

 

“แน่สิป้า “

 

“เรียกป้า เดี๋ยวแม่เหนี่ยวซะนิ”  สาวหมวยยกมือขึ้นเตรียมตบหัวคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม

 

“โหยๆ ป้าแล้วยังโหดอีก  โน้นอยากรู้ก็ถามเอาเองเด้ เจ้าตัวมานั่นแล้วโน้น”   มินรีบยกกระเป๋าขึ้นมาปิดหัว

 

คนที่ถูกพูดถึงกำลังเดินยิ้มหวานมาหาแต่ไกล

 

“อ่าวฟา  มาคนเดียวเหรอ?”  ทิพย์รีบทักดักไว้ก่อนเพื่อไม่ให้เป้าหมายหนีไปไหน

 

“อะ..อืม”

จู่ๆใบหน้าหวานๆก็เปลี่ยนเป็นเศร้าๆ

 

“เป็นอะไรรึเปล่า”  เลยโดนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

 

“คื้อยังไงดีล่ะ  ฟาลำบากใจที่จะเล่าจังเลยทิพย์”  ฟาค่อยๆนั่งลงข้างสาวหมวย

 

“มีอะไรปรึกษาทิพย์ได้นะ”

 

ริมฝีปากอิ่มเยียดยิ้ม

 

“ก็มิ้นเค้า.....”

 

........................................................................................................................

 

“เรื่องจริงเหรอวะเนี่ย!”   เจ้าของเสียงเข้มหันไปมองหน้าเพื่อนอย่างขอความคิดเห็น

 

“เออสิวะ  พวกทิพย์บอกกูมา   ใครจะรู้ว่าสวยๆอย่างนั้นจะเป็นเลสเบี้ยน  แม่งเสียของว่ะ”

หนุ่มหัวตั้งในชุดนิสิตยกมือขึ้นลูบคาง

 

“ถ้าเราเป็นฟานะขนลุกตายเลย  นี่ถึงขนาดซื้อสร้อยๆแพงให้ด้วย”   คราวนี้เพื่อนผู้หญิงออกความคิดเห็นบ้าง

 

“แต่ฟาก็ดีนะ ยังยอมเป็นเพื่อนด้วย  เป็นเรานะไม่เอาหรอก  นิสัยแรงๆแบบนั้นไม่พอใจอะไรแม่คงตบไม่เลี้ยง”  สาวผมม้าอีกคนทำหน้าขยาดๆ

 

“ยัยอ้วนกับไอ้ตัวกวนตีนๆที่อยู่ด้วยกัน  กูว่าคู่ทอมดี้วะ”  เสียงเข้มบอกอย่างคะนองปาก

 

“อี๋ โรคจิตกันยกกลุ่มเลย  มิน่าถึงคบกันได้  ว๊ายพูดแล้วขนลุก”   สาวแว่นรีบยกมือขึ้นลูบแขนใหญ่

 

“เฮ้ย มาโน้นแล้วกลุ่มเบี้ยน  ตายยยากว่ะ”   หนุ่มผมตั้งมองไปทางสามสาวที่เดินมาแต่ไกล

 

พอมิ้นกับแมวน้ำและโซดาเดินเข้ามาใกล้  ทุกคนที่นั่งจ้ออยู่ก็หันมามองเป็นตาเดียวกัน

 

สาวสวยแรงเกินร้อยอย่างมิ้นไม่เคยสนใจสายตาใครอยู่แล้ว   คนนิ่งๆอย่างโซดาก็หาสนใจใครไม่  คงจะมีแต่แมวน้ำนี่แหละที่พอจะสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงที่คนอื่นมีต่อกลุ่มของตัวเองได้

 

“มิ้น”   สาวอวบเรียกเมื่อทั้งสามเดินพ้นโต๊ะเพื่อนร่วมเอกมาได้ซักพัก

 

“มีอะไรเหรอ แมวน้ำ”

 

“เราว่ามันแปลกๆนะ ทำไมเหมือนโดนมองยังไงไม่รู้”  แมวน้ำบอกเสียงอ่อย

 

“พวกว่างงานน่ะ สายตาเลยสอดส่องคนอื่นไปทั่ว”

คำพูดตรงๆแรงๆเรียกเสียงหัวเราะหึหึของโซดาที่เดินมาเงียบๆตั้งนานขึ้นมาได้

 

“อย่างที่มิ้นบอกล่ะ  อย่าไปสนใจเลย”

 

“ฮ่าๆ จ้า”   สาวอวบเลยพลอยยิ้มตาหยีไปด้วย

 

จู่ๆสาวสวยก็หยุดเมื่อเห็นสาวหมวยกับสาวห้าวเดินสวนมา

 

“อ่าว  ฟ.แฟน เอ้ยฟ.ฟาไปไหนซะล่ะไม่ได้มาด้วยกันเหรอ   เอจะว่าก็ไปตามตื้อเค้าเอาฝ่ายเดียวนี่เนอะ  อีกคนเค้าไม่เล่นด้วยแท้ๆ  อะ!  แรงมากระวังเค้าหนีแล้วจะแห้วนะจ๊ะ มิ้น”

ทิพย์จงใจพูดใส่ก่อนจะเดินทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้โดยมีมินเดินตาม

 

“อะไรของยัยพวกนี้เนี่ย  อะไรของมัน  บ้าเปล่า” เป็นแมวน้ำซะอีกที่โวยวายขึ้นมาแทนเพื่อน  ส่วนคนที่โดนพาดพิงเต็มๆยืนนิ่งใช้ความคิด

 

“ช่างมันเถอะแมวน้ำ  แค่เสียงนกเสียงกาน่ะ”   มิ้นบอกเสียงเรียบ  “เรารีบไปตึกสโมรดีกว่า”   ก่อนจะเดินนำสองสาวไปที่ตึกสีขาวตรงหน้า

 

 

ใบหน้าสวยเยียดยิ้มเบาๆ

…ก็เอาสิ    ถ้าว้อนอยากดังจนต้องปล่อยข่าวลือสร้างภาพนักละก็    เดี๋ยวแม่จัดให้สมใจแน่ๆ”

 

.................................................................................................