2012/Jul/14

ตอนพิเศษ   TANABATA    ทานาบาตะ

 

 

................................................................................................................

“เรื่องครั้งนี้   ผมผิดเองที่ไว้ใจคูมากเกินไป  ทั้งที่คูยังอ่อนประสบการณ์อยู่แท้ๆ”   ชายชราในชุดสูทภูมิฐานเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  ใบหน้าเหี่ยวย่นมีริ้วรอยตามไปวัยพยายามซ่อนอารมณ์หม่นหมองเอาไว้  เพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่าเดิม

 

“ดิชั้นก็มีส่วนผิดค่ะทั้งทีเป็นเลขาทำงานอยู่ใกล้คุณคูที่สุด  แต่ดิชั้นกลับเป็นประโยชน์อะไรให้คุณคูไม่ได้เลย  ”   หญิงสาวในชุดสูทสุภาพบอก   ใบหน้าสวยที่แต่งแต้มเครื่องสำอางบางๆก้มลงราวกับต้องการจำนนต่อความผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้น   สองมือกุมประสานบีบแน่นอยู่บนตัก    ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันอย่างชั่งใจ

....ในที่สุดหญิงสาวก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้

 

“คุณ  คันซากิ คะ  ให้ดิชั้นมีส่วนรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยเถอะค่ะ”    เธอก้มศีรษะโค้งลงโน้มไปข้างหน้า  แสดงถึงความตั้งใจขจริงที่พร้อมมือกับปัญญา  

 

“จิรวดีซังคุณเป็นเลขาที่ดีมาก  ทำงานได้เยี่ยมยอดไม่เคยทำให้คูกับผมผิดหวังเลย      แต่  คู  ยืนกรานว่าทุกอย่างเป็นความผิดของเค้าเอง  เลยขอรับผิดชอบเรื่องทั้งหมดเอง”

เขายิ้มเอ็นดูหญิงสาวเหมือนครั้งที่แรกที่ได้พบกัน

 

“จิรวดีซัง   ผมรักคุณเหมือนที่รักคู  ผมรู้ว่าคุณรักและหวังดีกับคูจริงๆ    แต่ครั้งนี้เป็นการตัดสินใจของคูที่จะกลับไปตระกูลคันซากิด้วยตัวเอง    ถึงคุณจะเป็นคนนอกแต่คูบอกเรื่องธรรมเนียมภายในของตระกูล  คันซากิ ไว้แล้วสินะ”

 

“ค่ะ....ดิชั้นทราบค่ะ”   ใบหน้าสวยเสสายตามองไปทางอื่น

 

 .......................................................................................................................

 

“พี่...”

 

“พี่เนยคะ...”

ใบหน้าสวยที่แต่งแต้มเครื่องสำอางอ่อนๆหันมาตามเสียงเรียก

 

“จ๋า”

เสียงหวานขานรับ พร้อมระบายรอยยิ้มให้เด็กสาวในชุดนักเรียนม.ปลายที่ยืนอยู่ข้างๆ

 

“พี่เนยก็  ฟาเรียกตั้งหลายครั้งแล้ว  ใจลอยไปไหนคะ”   คนตัวเล็กทำแก้มป่องเอียงศีรษะไปมาจนพี่สาวคนนี้อดจะยกมือขึ้นลูบเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนด้วยความเอ็นดูไม่ได้

 

“พี่ก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะค่ะ”   จิรวดียิ้มให้ลูกพี่น้องที่เอ็นดูเหมือนน้องสาวแท้ๆ

 

โกหกไม่เนียนเลยนะพี่เนย....ใครที่ไหนก็รู้ว่าพี่คิดเรื่อง ยัยคุมิโกะอยู่   ยัยผู้หญิงเห็นแก่ตัวทำเป็นเอาความรับผิดชอบมาอ้าง  สุดท้ายก็ทิ้งพี่เนยไปอยู่ดี...!

“เดือนหน้าพี่เนยจะไปเล่นต่อป.โทที่อังกฤษแล้ว  ฟาคงเหงาแหย่เลย”  เจ้าตัวเล็กทำหน้าหงอยๆเรียกร้องความสนใจ

 

“เพื่อนเราก็ออกจะเยอะแยะ  พี่ไม่อยู่แค่คนเดียวไม่เหงาหรอก...จริงไหม”   หญิงสาวยกมือขึ้นโอบไหล่เล็กของญาติผู้น้องเอา  พอสบเข้ากับนัยน์ตากลมโตของเด็กสาวก็เหมือนโดนอ่านความคิดจนต้องเสสายตามองไปทางอื่น

 

…ไปอยู่ไกลๆก็ดี   จะลืมยัยนั่นแล้วก็มีแฟนใหม่ดีๆกว่าไปเลย

“ถึงฟาจะเหงา...แต่ไมเป็นไรคะ เราคุยกันผ่านเฟสก็ได้”   ใบหน้าใสๆระบายยิ้ม

 

“พี่ไม่อยากอยู่เมืองไทยแล้วเอาแต่คอยคูจังฝ่ายเดียวน่ะ”  พี่สาวคนสวยยิ้มเศร้าๆ

 

ให้ตายสิอะไรจะรักมั่นขนาดนั้น    พี่เนยคะ!   รักจริงมันไม่มีบนโลกนี้หรอกค่ะ ตาสว่างซักทีเถอะ

“พี่เนยเป็นแฟนที่ดีมากเลยนะคะ   ขนาดเค้าบอกว่าต้องกลับไปรับผิดชอบกับบ้านใหญ่  แค่บอกให้รอพี่ก็ยังรอ   นี่ก็3ปีแล้วตั้งแต่พี่ไปส่งเค้าวันนั้น  เคยได้คุยกันอีกไหมล่ะค่ะ   แต่ก็ยังรอ  ฟาว่าพี่ดีมาก...จนดีเกินไปสำหรับเค้าแล้วล่ะค่ะ”

เด็กสาวพยายามยิ้มหวานกลบเกลื่อนถ้อยคำแฝงการประชดประชัน    เป็นคำพูดที่ให้กำลังใจและตอกย้ำให้คิดไปพร้อมกัน

 

จิรวดีได้แต่ยิ้มเศร้าๆกับคำพูดที่ให้กำลังใจและตอกย้ำให้คิดไปพร้อมกัน

 

“พรุ่งนี้วันที่ 7  กรกฏาแล้วนะ  ทานาบาตะไงจ๊ะ”   ก่อนบทสนทนาจะเลวร้ายลงไปกว่านี้   คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าจึงเปลี่ยนเรื่องคุย    “ฟามาเขียนอธิษฐานกับพี่ที่บ้านไหม”

 

“ ฟาว่ามันก็แค่ความเชื่อตามตำนาน  จะเป็นจริงได้รึเปล่าก็ไม่รู้นะคะ”

กุลธิดารู้ดีว่า พี่เนยของเธอเขียนขอพรให้คนรักกลับมาทุกวันทานาบาตะ....ทั้งที่รู้ว่ายิ่งทำก็ยิ่งเจ็บ ทำไมยังงมงามทำอยู่ได้  ก็แค่สร้างความหวังให้ตัวเองว่า  เค้าจะกลับมา

 

“แต่พี่เชื่อนะ....ถึงมัจจะเหมือนปลอบใจตัวเองก็เถอะ”   ใบหน้าสวยเผยยิ้มเศร้าๆ

 

ถ้าพี่เนยไม่ตาสว่างคงจมอยู่กับความหวัง ลมๆแล้งๆอยู่แบบนี้ล่ะ

“ค่ะ  ถ้าเป็นจริงได้ก็คงดีนะคะ”

ฟายิ้ม แต่หรี่ตาลงได้แต่มองอีกคนที่เดินนำไปก่อน

 

........................................................................................................................

 

     พรุ่งนี้คือวันที่ 7  กรกฎาคม   ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น  คือวัน ทานาบาตะซึ่งมีตำนานแสนเศร้า    คือเรื่องราวของ          โอริฮิเมะ เจ้าหญิงทอผ้าได้สวยงาม  แต่นางสนใจในงานทอผ้ามากไปจนไม่มีคู่ครอง  กระทั้งบิดาซึ่งเป็นเทพผู้ครองสวรรค์ ได้เห็นความขยันขันแข็งและความดีของฮิโบโกชิชายหนุ่มคนเลี้ยงวัวแห่งแม่น้ำสวรรค์  จึง ยินยอมให้  โอริฮิเมะลองได้พบกับ  ฮิโบโกชิ    หลังจากทั้งคู่ตกหลุมซึ่งรักและกันจึงแต่งงานและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

      แต่ทั้งสองลุ่มหลงในความรักจนลืมหน้าที่ที่สำคัญของตัวเอง   โอริฮิเมะไม่ยอมทอผ้า  ฮิโบโกชิก็ไม่ยอมดูแลวัว   ปล่อยให้ฝูงวัวไปหาอาหารกินเองกระจายกระจายไปทั่วจนสวรรค์ปั่นป่วนไปหมด   เมื่อเทพผู้ครองสวรรค์รู้เกิดความพิโรธได้ลงโทษให้ทั้งสองแยกจากกัน   โดยมีทางช้างเผือกเป็นปราการขวางกั้นกลางเอาไว้เพื่อไม่ให้โอริฮิเมะกับฮิโบโกชิได้เจอกันอีกชั่วนิรันดร์    เจ้าหญิงจึงเริ่มทอผ้าอีกครั้ง  ส่วนชายคนเลี้ยงวัวก็ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด   จนเทพสวรรค์คลายความโกรธจึงยอมเปิดทางช้างเผือกที่เป็นกำแพงกีดขวางให้หายไปวันที่ 7เดือน 7ของทุกปีที่มีเพียงปีละ1ครั้ง  เพื่อให้ทั้งสองได้มาพบกันอีกครั้ง  ฉะนั้นในวันนี้ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น  จะเขียนคำอธิษฐานใส่กระดาษแล้วนำไปผูกไว้กับต้นไผ่ก็จะทำให้คำอิษฐานหรือความปรารถนาเป็นจริง

 

….เรื่องราวความรักของเธอเองก็แทบจะไม่ต่างจากตำนาน ทานาบาตะเท่าไรนัก   เริ่มจากตอนฝึกงานก็เป็นถูกอกถูกใจของ  Mr. คันซากิ   1ในกรรมการผู้บริหารของบริษัท   จนถูกดึงตัวไปช่วยงานและได้พบกับ   คันซากิ   คุมิโกะ  ลูกสาวคนสวยของคุณ คันซากิ  ด้วยความใกล้ชิดกันจึงเกิดเป็นความรักขึ้นมา   ทั้งตัวเธอและ คุมิโกะต่างก็รักซึ่งกันและกัน  เป็นคู่คิดที่ดีต่อกันมาตลอด  แต่ด้วยเพราะประสบการณ์และอายุยังน้อยของทั้งคู่   ทำให้โปรเจคสำคัญของบริษัทล้มเหลวเกิดความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาล  ส่งผลกระทบต่อตระกูล คันซากิ

....คุมิโกะที่แบกรักทุกอย่าง   แบกรับบาปและความผิดทั้งหมดไว้ที่ตัวเองคนเดียว  ได้ตัดสินใจกลับไปทำงานที่บ้านต้นตระกูล  ซึ่งมีกฎสำคัญคือ   ต้นตระกูลให้ความเป็นอิสระกับลูกหลายทุกเชื้อสาย  หากมีคนในตระกูลทำความผิดขึ้นมาต้องกลับเข้ามาทำงานรับใช้ต้นตระกูลจนกว่าจะพิสูนจ์ตัวเองให้ต้นตระกูลเห็น  ว่าตนเองพร้อมจะออกไปจากตระกูลใหญ่อีกครั้ง

 

 

เธอยังจำครั้งสุดท้ายที่ไปส่งคนรักที่สนามบิน

“เนจัง ต้องรอ คูนะ   คูจังจะกลับมาหาแน่นอน   สัญญานะว่าจะรอ     คูรัก เนจังมากนะ”

คันซากิ  คุมิโกะ  หญิงสาวเคยผู้ทรงอำนาจในคันซากิกรุ๊ป เป็นผู้บริหารฝีมือดี  สุขุม  และเยือกเย็น  ตอนนี้กลาบกลายเป็นเพียง ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีแต่อารมณ์แห่งการสูญเสีย

 

 

“ค่ะ เนยจะรอคูจัง”

จิรวดีได้แต่เก็บซ่อนความเสียใจพยายามส่งคนสำคัญด้วยรอยยิ้ม

 

“ทุกๆวันที่7เดือน7  เป็นวันทานาบาตะ  วันที่โอริฮิเมะกับฮิโกโบชิที่ถูกพรากจากจะได้มาเจอกัน  เรา มาเขียนคำอธิฐานกัน   ขอให้เราได้กลับมาอยู่ด้วยกันไวๆเหมือนเดิม   คูเชื่อนะ  เชื่อในวันทานาบาตะ”

สองมือที่เย็นเฉียบบรรจงจับมือเล็กของคนตรงหน้าเอาไว้เบาๆ

 

“เนยก็เชื่อค่ะ”   หญิงสาวฝืนยิ้มทั้งที่นัยน์ตาคู่สวยคลอไปด้วยน้ำ

 

“คูรัก เนจังนะ  รักมากที่สุด”

 

จุมพิตสุดท้าย  แม้นจะเกิดขึ้นท่ามกลางสายตามากมายของผู้คนที่เดินผ่านไปมาในสนามบิน   แต่วินาทีนี้เธอไม่สนใจใครอีกแล้ว   ในใจได้แต่ภาวนาให้เวลาหยุดนิ่งลงตรงนี้    เพื่อจะไม่ต้องพลัดพรากจากกันเพื่อจะได้อยู่กับคนที่รักตลอดไป......

 

........................................................................................................................

 

7 กรกฏาคม     เวียนมาครบรอบปีที่4แล้ว    ต้นไผ่ที่แตกกิ่งก้านชูลำต้นสูงใหญ่อยู่ในสวนยังคงถูกใช้เป็นที่เขียนกระดาษที่บรรจุความปรารถนาอันเปี่ยมล้นเหมือนเดิม    ใบหน้าสวยเงยขึ้นมอง  แผ่นกระดาษหลากสีสันมากที่ที่ถูกมัดไว้ตามกิ่งก้านสาขาของไผ่ต้นนี้      ทุกอันเต็มไปด้วยำอธิษฐานและความปรารถนาของเธอทั้งสิ้น

 

.....  อยากให้อยู่ด้วยกัน...      ..อยากเจอ.......        ...อยากพบ......     .....หากได้เจอจะกอดเอาไว้แน่นๆไม่ให้หายไปอีกแล้ว...

 

อยากจะย้อนเวลากลับไป....แก้ไขเรื่องทั้งหมด      .....อยากเจอ....เหลือเกิน...

 

ร่างเล็กในชุดวันพีชสีขาวทรุดตัวลงบนพื้นที่ปูด้วยหินอ่อนซึ่งรอบๆตัวเธอยังมีกระดาษที่เขียนคำอธิษฐานเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด    นันย์ตาคู่สวยคลอไปด้วยน้ำ  

 

.............  ไม่ว่าปีนี้จะเขียนอะไร   ....ก็ไม่มีทางเป็นจริงขึ้นมาได้เลยเหรอ....

 

.....คูจัง.........

 

 

........................................................................................................................

 

 

…หญิงสาวตัวสูงในชุดเสื้อโค๊ทสีดำสนิท   ใบหน้าสวยถูกปกปิดด้วยแว่นสีชา   เรียวปากบางเผยยิ้มเมื่อมองดูกระดาษที่เขียนคำอธิษฐานมากมายที่ผูกติดไว้กับต้นไผ่ในสวนแบบญี่ปุ่น   มือขาวซีดเอื้อมไปละใบไผ่เบา  

 

“คุมิโกะซามะ  ได้เวลาไปพบท่านอาวุโสแล้วครับ”   ชายหนุ่มร่างกำยำในชุดสูทสีดำสนิทสวมแว่นดำที่ยืนคอยอยู่ข้างบอกเสียงเรียบ

 

เธอเพียงแต่พยักหน้ารับ

“โชทาโร่ซัง  เชื่อเรื่องตำนานวันทานาบาตะไหม”

 

“เชื่อครับ”  ชายหนุ่มนิ่งไปก่อนจะตอบออกมา

 

มือเรียวจึงเลื่อนขึ้นมาถอดแว่นสีชาออก   ใบหน้าสวยมองกิ่งก้านสาขาของต้นไผ่ที่มีกระดาษเขียนคำอิษฐานผูกเอาไว้เต็มไปหมด

 

“ฉันก็เชื่อ....”

 

........................................................................................................................

 

st�"5tf� �� mes New Roman";color:black;mso-bidi-language:TH'> 

 

“พวกว่างงานน่ะ สายตาเลยสอดส่องคนอื่นไปทั่ว”

คำพูดตรงๆแรงๆเรียกเสียงหัวเราะหึหึของโซดาที่เดินมาเงียบๆตั้งนานขึ้นมาได้

 

“อย่างที่มิ้นบอกล่ะ  อย่าไปสนใจเลย”

 

“ฮ่าๆ จ้า”   สาวอวบเลยพลอยยิ้มตาหยีไปด้วย

 

จู่ๆสาวสวยก็หยุดเมื่อเห็นสาวหมวยกับสาวห้าวเดินสวนมา

 

“อ่าว  ฟ.แฟน เอ้ยฟ.ฟาไปไหนซะล่ะไม่ได้มาด้วยกันเหรอ   เอจะว่าก็ไปตามตื้อเค้าเอาฝ่ายเดียวนี่เนอะ  อีกคนเค้าไม่เล่นด้วยแท้ๆ  อะ!  แรงมากระวังเค้าหนีแล้วจะแห้วนะจ๊ะ มิ้น”

ทิพย์จงใจพูดใส่ก่อนจะเดินทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้โดยมีมินเดินตาม

 

“อะไรของยัยพวกนี้เนี่ย  อะไรของมัน  บ้าเปล่า” เป็นแมวน้ำซะอีกที่โวยวายขึ้นมาแทนเพื่อน  ส่วนคนที่โดนพาดพิงเต็มๆยืนนิ่งใช้ความคิด

 

“ช่างมันเถอะแมวน้ำ  แค่เสียงนกเสียงกาน่ะ”   มิ้นบอกเสียงเรียบ  “เรารีบไปตึกสโมรดีกว่า”   ก่อนจะเดินนำสองสาวไปที่ตึกสีขาวตรงหน้า

 

 

ใบหน้าสวยเยียดยิ้มเบาๆ

…ก็เอาสิ    ถ้าว้อนอยากดังจนต้องปล่อยข่าวลือสร้างภาพนักละก็    เดี๋ยวแม่จัดให้สมใจแน่ๆ”

 

.................................................................................................

 

Comment

Comment:

Tweet