2012/Jul/31

10    Extra  Trap      สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร

 

 

                 สัปดาห์นี้คือช่วงสุดท้ายของการขึ้นสแตนก่อนจะมีกีฬาภายในมหาวิทยาลัย   ฉะนั้นก่อนวันแข่งจริงน้องปี1จะต้องซ้อมสแตนอย่างหนัก   บางวันก็เลิกดึกกว่าที่คิดแถมยังเหนื่อยถึงขั้นหัวถึงหมอนแล้วหลับเป็นตายก็มี   แต่มันเป็นช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ยาวนานและเงียบเหงาสำหรับมิ้นท์ที่ไม่มีสาวอวบกับคนพูดน้อยอยู่รวมกลุ่มขึ้นสแตนด้วยกันเหมือนทุกที  

โซดาถูกทาบทามไปช่วยเป็นกรรมการในกีฬาปิงปองเพราะรุ่นพี่เห็นว่าเคยเล่นมาก่อนตอนเรียนม.ปลาย   ส่วนแมวน้ำที่เคยเป็นอาสาสมัครห้องพยาบาลสมัยม.ปลายก็โดนพี่ในหน่วยอำนวยการชักชวนไปเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยอำนวยการด้วยกันเพราะคนขาดพอดี   วันนี้ทั้งสองคนก็แยกตัวไปทำหน้าที่ของตัวเองปล่อยให้สาวสวยไปขึ้นสแตนคนเดียว   พอไม่มีเพื่อนสองคนนี้แล้วก็ไม่ได้สนใจจะคุยกับใครเท่าไร   อาจเป็นเพราะคนในห้องส่วนใหญ่ติดภาพแรงๆของมิ้นท์มาจากตอนรับน้องเลยไม่กล้าจะมาคุยด้วย      พวกกลุ่มเอส่วนใหญ่ก็โดนรอยยิ้มจอมปลอมกับท่าทีเสแสร้งของยัย

แอ็บแตกหลอกให้เป็นพวกหมดเลยพูดกับเธอตอนที่จำเป็นอย่างเสียมิได้เท่านั้นเอง       

 

  สงสัยจะอยากได้มีเสียงข้างมากเวลามีเรื่องละมั้ง....

 

มิ้นท์แค่นยิ้มกับความคิดตัวเอง    เจ้าของเรือนผมสีเพลิงหรี่ตามองอัฒจรรย์ขนาดใหญ่ที่สร้างเป็นลักษณะกึ่งอาคารมีห้องน้ำและห้องเก็บอุปกรณ์อยู่ด้านหลัง   ที่สนามด้านหน้ามีนักศึกษาปีหนึ่งกำลังรีบมารวมตัวกัน   ยิ่งใกล้วันจริงยิ่งต้องซ้อมรวมทั้งมหาวิทยาลัย    ขนาดจะ6โมงเย็นแล้วที่นี่ยังมีแดดให้เห็นอยู่เลยสมกับเป็นยามเย็นในช่วงฤดูร้อนจริงๆ  อากาศก็ร้อนแถมคนก็เยอะ  พอมีเด็กหลายเอกหลายคณะมาอยู่รวมกันเลยได้ยินแต่เสียงตะโกนเรียกหาเพื่อนวุ่นวายไปหมด       

 

ปลายจมูกโด่งระบายลมหายใจออกมา   ความจริงไปขึ้นสแตนคนเดียวก็ได้ถึงจะไม่มีคนคุยด้วยก็ไม่สน   ต่อให้โดนทิพยาดากับมินตราพากันแอบมองแอบนินทายิ่งไม่สนใจเข้าไปใหญ่    แต่จู่ๆก็เกิดเบื่อไม่อยากเข้ากิจกรรมไปดื้อๆซะแบบนั้น

 

สาวสวยใช้สองมือสวมหมวกฮู๊ดให้คลุมทับผมสีเพลิงที่เด่นสะดุดตา   ขาเรียวภายใต้ทรงเอสุดสั้นที่ไวเท่าความคิดพาร่างระหงในชุดเสื้อเชิ้ตขาวแขนสั้นสวมทับด้วยคาร์ดิแกนสีฟ้าอ่อน   อาศัยความวุ่นวายของเหล่าเฟรชชี่ที่ยังชุลมุนอยู่หน้าทางเข้าอัฒจรรย์เดินออกไปแบบสบายๆ  

 

...แต่ทุกย่างก้าวของสาวสวยกลับตกอยู่ภายใต้การจับตามองของนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน...

ช่างเป็นความบังเอิญที่ประจวบเหมาะจริงๆ   เลยทำให้สาวหน้าหวานที่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้กับทิพยาดาได้เห็นอะไรดีๆแบบนี้

 

...เป้าหมายหนีไปแล้ว  

ริมฝีปากสีกุหลาบเม้มเข้าหากัน

 

“ฟาเราไปหาไอ้มินกันจะได้ไปรอเข้าแถวเช็คชื่อ”   ทิพย์บอกก่อนจะยกมือขึ้นป้องหน้ามองหามินตราที่ปะปนอยู่ในกลุ่มนักศึกษา   

 

                        ฟาตาโต   

 ขืนโดนลากขึ้นสแตนก็อดตามยัยนั่นไปสิ!  จะโดดไปก็ไม่ได้ด้วย  ทำไงดี   คิดสิฟา  คิด  คิด    

 

                “ดะ..เดี๋ยว  ทิพย์”

มือเล็กๆดึงมือสาวหมวยเอาไว้

 

สงสัยต้องใช้วิธีนี้ซะแล้วมั้ง....

 

                สาวหน้าหวานยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมหน้าผากค่อยๆเอนหลังพิงต้นไม้เอาไว้

 

                “เป็นอะไรเหรอ ฟา!?”   ทิพย์ตกใจที่เพื่อนก็มีอาการไม่ดีขึ้นมา   เลยเอื้อมมือไปแตะไหล่เล็กเอาไว้

 

                “จู่ๆก็มึนหัวน่ะทิพย์”   เสียงนั้นบอกสั่นๆแสดงอาการป่วยกะทันหันขึ้นมาเต็มที่   

 

                 ทิพย์ มองซ้ายมองขวาหามินตราแต่ไม่เจอ  พอหันกลับมามองคนข้างๆก็มีสีหน้าแย่ลงเรื่อยๆ 

               

                “งั้นไปที่กองอำนวยการกัน  เผื่อเป็นอะไรจะได้ขอยาพี่เค้ามากิน”   เธอบอกด้วยความเป็นห่วงเพราะเชื่ออาการป่วยหลอกๆซะสนิทใจ

               

                ยัยทิพย์นี่หลอกง่ายกว่าที่คิดอีก....

ฟาพยักหน้ารับเบาๆแล้วก้มหน้าลงเหยียดยิ้มที่มุมปาก

 

สาวหมวยพาคนป่วยการเมืองเดินผ่านกลุ่มนักศึกษาไปด้านหลังอัฒจรรย์ซึ่งเป็นห้องเก็บอุปกรณ์แต่ถูกเปิดใช้ให้เป็นที่อยู่ของกองอำนวยการชั่วคราว     ที่นี่พวกพี่ๆกับอาสาสมัครที่เป็นน้องปี1มาคอยอำนวยความสะดวกในเรื่องน้ำดื่มให้กองเชียร์บนสแตนและมีกล่องปฐมพยาบาลสำหรับบรรเทาอาการป่วยเล็กๆน้อยๆ  

 

เมื่อเดินเข้ามา   ฟาถึงกับสะดุ้งเฮือกที่เห็นแมวน้ำนั่งอยู่กับพี่สต๊าฟอีกคน

 

ลืมไปเลย...ยัยแมวน้ำอยู่กองอำนวยการนี่นา   เย็นไว้ฟา   ไม่เป็นไรหรอกขนาดยัยทิพย์เรายังหลอกได้เลย  ยัยนี่ดูเซ่อๆโง่ๆน่าจะหลอกง่ายกว่าอีก

 

เธอเริ่มประหม่าขึ้นมาเมื่อผิดแผนดันมาเจอแมวน้ำเข้าให้

 

“เป็นอะไรคะน้อง  มานั่งก่อน”   พี่สต๊าฟที่นั่งลากเก้าอี้ที่อยู่ใกล้มือมาให้    ทิพย์เลยให้ฟานั่งแล้วยืนอยู่ข้างๆแทน

 

“มึนๆหัวน่ะค่ะ  คลื่นไส้นิดๆด้วย”  สาวหน้าหวานบอกเสียงอ่อยแต่เสสายตาไปทางอื่นไม่ยอมสบตากับแมวน้ำที่นั่งจ้องอยู่

 

“หนู    ไปดูพวกพวกลีดหน่อยมีคนเป็นลม”   จู่ๆพี่สต๊าฟชายร่างท้วมในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงวอมก็เดินเข้ามาบอกเสียงดัง  ทำให้ทุกสายตาหันไปมองที่ประตูยกเว้นคนป่วยการเมืองที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา

 

“น้องแมวน้ำไปดูพวกลีดให้พี่เค้าหน่อยไป  เอากล่องพยาบาลอีกกล่องไปด้วย”   รุ่นพี่ยกมือขึ้นแตะไหล่ของรุ่นน้องเป็นเชิงสั่งงาน 

 

“ค่ะ”  แมวน้ำพยักหน้ารับ   รีบลุกขึ้นไปหยิบกล่องพยาบาลแล้วเดินออกด้านหน้าอัฒจรรย์สร้างความโล่งใจให้ฟาสุดๆ  

 

“แล้วนี่เป็นอะไรกันมาครับ”  เสียงเข้มถามเพราะมีเด็กปีหนึ่งเหลืออยู่ในห้องนี้อีกสองคน

 

“เพื่อนบอกว่ามึนหัวน่ะค่ะ”   

 

เขาส่ายหน้าไปมาหันไปมองตากับเพื่อนสต๊าฟตัวเล็ก  ทำนองว่า  มีมันได้ทุกปีสิน่า  พวกเจ็บป่วยกะทันหันขึ้น

สแตนไม่ได้เนี่ย

 

“พาเพื่อนมาส่งเสร็จแล้วก็ไปรอเข้าแถวขึ้นสแตนสิครับ”   รุ่นพี่ตัวใหญ่บอกเสียงดุจนทิพย์สะดุ้งน้อยๆ

 

“งะ..งั้น ทิพย์ไปหาไอ้มินก่อนนะ”   สาวหมวยบอกคนข้างๆที่ยังก้มหน้าก้มตาอยู่   ก่อนจะรีบเดินออกจากห้องไปอีกคน

 

“มึนหัว   เวียนหัว  ปวดหัว   เป็นอย่างไหนมาล่ะครับน้อง”

 

พอได้ยินเสียงถามฟาเลยเงยหน้าขึ้นทำให้รุ่นพี่ผู้ชายเห็นหน้าชัดๆ

“มันวูบๆด้วยน่ะค่ะ  มองแสงจ้าๆแล้วยิ่งแสบตา   วันนี้หนูขอกลับก่อนได้ไหมคะ  เหมือนจะไม่ไหวเลย”   เจ้าของสีหน้าเพลียๆบอกเสียงอ่อย

 

พอได้เห็นหน้าตาน้องคนนี้ชัดๆแถมยังมีนามสกุลที่โชว์หราอยู่บนป้ายชื่อประจำตัวอีก  ทำเอาสองพี่สต๊าฟมองหน้ากันไปมา    สองสายตาสบประสานกันสื่อความคิดที่เหมือนกันทันที

กุลธิดา     ไชยบรรจง   ....หลานอธิการกรองแก้วนี่หว่า.....

 

 

“ท่าทางน้องเค้าจะขึ้นสแตนไม่ไหวจริงๆว่ะ  ให้เค้ากลับไปก่อนละกัน”  เสียงเข้มกระซิบกระซาบ  ใบหน้าอวบอ้วนเริ่มมีเหงื่อซึม

 

“งั้นน้องกลับไปก่อนได้เลยค่ะ  เดี๋ยวพี่เขียนเป็นลากิจไว้ล่ะกันจะได้ไม่ขาดกิจกรรม”  สาวตัวเล็กยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ใบหน้า

 

ฟามองท่าทีของพี่สต๊าฟสองคนก็หัวเราะหึ..หึ..อยู่ในใจ  พอใครรู้ว่าเธอเป็นหลานของอธิการกรองแก้วก็เกรงใจกันไปหมด  

 

เป็นหลานอธิการก็ดีแบบนี้แหละ   ถ้าเป็นคนอื่นคงโดนยัดยาแก้ปวดแล้วไล่ขึ้นสแตนไม่ได้กลับหรอก...

 

“แล้วน้องกลับเองไหวเหรอ   เดี๋ยวพี่ให้พี่หนูไปส่งดีไหม”   คราวนี้รุ่นพี่ร่างใหญ่เป็นฝ่ายบอกด้วยน้ำเสียงเกรงใจแต่ดันโบ้ยหน้าที่ไปส่งหลานอธิการให้เพื่อนสาวตัวเล็กที่ทำตาโต

 

“ไม่เป็นไรค่ะ  เดี๋ยวฟาโทรให้เพื่อนมารับก็ได้ค่ะ”  ฟาบอกเสียงเบา สีหน้ายังดูแย่ไม่มีท่าทีจะดีขึ้นเลย

 

“ค่ะ แต่ถ้าไม่มีคนไปส่งโทรหาพี่กับพี่ตี๋นะ  มีเบอร์พวกพี่อยู่แล้วเนอะ”    รุ่นพี่สาวยิ้มเจื่อนๆพยายามทำหน้าที่ของรุ่นพี่ที่ดีด้วยความเกรงใจ

 

“ขอบคุณค่ะ  ฟากลับก่อนนะคะ”   เด็กสาวยกมือไหว้ตามมารยาทแล้วค่อยๆประครองตัวเองลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องไป 

.................................................................................................................................

 

              รถเก๋งทรงยุโรป Audi A4 สีดำสนิท (ภาพประกอบ   http://www.lltek.com/hfltek_a4_8e_rs4look_b7.htm) จอดเด่นอยู่ที่ลานจอดรถหน้าอาคาร8ชั้นของคณะมนุษย์ศาสตร์   แถมเจ้าของรถที่ยืนพิงรถอยู่ยังเป็นหญิงสาวผมสีแดงเข้มในชุดเชิ้ตขาวพอดีตัวกับกระโปรงทรงเอสุดสั้นอวดขาเรียวสวยที่รับกับส้นสูงส้นเข้มสีดำสนิท    เรียกความสนใจจากนักศึกษาที่ขับขี่ยานพาหนะสัญจรไปมาได้เป็นอย่างดี 

นัยน์ตาสีเทาเหม่อมองวิวทิวทัศน์รอบๆอาคารไปเรื่อยเปื่อย     ถึงจะบอกว่าเบื่อจนโดดกิจกรรมมาแต่เธอก็ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน   ให้กลับบ้านไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำอะไรอยู่ดี

....เซ็งไม่มีอะไรทำเลย    ยัยแอ็บแตกก็ไม่มาตามรังควานเลยแฮะ   นึกว่าจะแน่ซักแค่ไหนโดนจูบไปทีเดียวก็เผ่นไปซะล่ะ

 

จู่ๆ มือถือเครื่องจิ๋วที่นอนนิ่งอยู่ในหน้ารถสั่นเป็นจังหวะส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆราวกับเร่งให้เจ้าของสนใจมัน     มิ้นท์เลยเดินไปเปิดประตูรถหยิบเจ้าเครื่องสื่อสารสุดไฮเทคมาดู  

 

... สายเรียกเข้า    ยัยABตัวแม่   (ยัยแอ็บตัวแม่)...

 

 

นัยน์ตาสีเทาหรี่ลงเมื่อเห็นเบอร์ที่ติดต่อที่จงใจตั้งชื่อเอาไว้ให้เหมาะสมกับเจ้าของเบอร์โชว์หราอยู่บนหน้าจอ 

 

  ตายยากจริงๆคิดอยู่แป๊ปๆโผล่มาเลย....

 

จู่ๆความเบื่อหน่ายที่มีมาก็มลายหายไป   นี่เธอดีใจที่เห็นเบอร์ยัยนี่ยังงั้นเหรอ?  

มิ้นท์หัวเราะเบาๆกับตัวเอง   จะว่าดีใจก็อาจจะใช่   แต่เป็นความดีใจที่จะได้กระชากหน้ากากยัยแอ็บตัวแม่นี่ต่อต่างหาก   ริมฝีปากบางยิ้มก่อนจะกดรับสาย

 

                “ไงคะ...นึกว่าโดนไปจูบเดียวจะเผ่นไปแล้วซะอีก”

               

                ปลายถึงกับสะอึกเมื่อเจอประโยคเด็ดเข้าให้

“ก็กลุ่มเอกับกลุ่มบีเรียนไม่ตรงกันนี่น๊า”  เลยต้องหาทางเฉไฉพาออกนอกเรื่องที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบก่อน

 

  “พูดแบบนี้คิดถึงฟาเหรอ”   แล้วส่งเสียงหวานออดอ้อนกรอกมาตามสาย

 

                “คงงั้นมั้ง” 

                คำตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆทำให้คนฟังเกิดอารมณ์หมั่นไส้ขึ้นมา

 

                “ดีใจจังเลย”  

                สาวหน้าหวานยิ้มกับตัวเอง  จะบอกว่าดีใจก็คงไม่ผิดนักหรอก   แต่เป็นดีใจที่จะได้เล่นสงครามประสาทกับยัยหัวแดงนี่หรอกนะ   ก็ถอยไปตั้งหลักวางแผนอย่างดีมาตั้งเป็นอาทิตย์ๆนี่นา!

 

                “แล้วนี่มิ้นท์อยู่ไหนเหรอ  เป็นอะไรรึเปล่าไม่เห็นขึ้นสแตนเลยโทรหานี่ล่ะจ๊ะ”  คนตัวเล็กเลยเริ่มเปิดฉากสนทนาตามหาที่อยู่ปัจจุบันของเป้าหมายซะเลย

               

“ไม่ขึ้นเองน่ะ   ขี้เกียจขึ้น” เจ้าของผมสีเพลิงเหยียดยิ้มเพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองเด่นขนาดไหน  ไม่ขึ้นสแตนวันนึงคนก็รู้กันหมดแล้วว่าเธอหายไป    

 

“ฟาก็ขี้เกียจเหมือนกัน  ขึ้นสแตนหน้าเบื่อจะตายร้อนก็ร้อน  ต้องไปตะโกนเสียงดังๆตั้งกี่ชั่วโมงไม่รู้   แสบคอเสียงแหบหมด”

ฟาบ่นไปตามความจริง   นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นกิจกรรมที่ผลต่อการเรียนจบคงไม่เสียเวลาไปเข้าให้เหนื่อยหรอก    แต่คำพูดตรงๆที่ไร้การเสแสร้งกลับทำให้สาวสวยที่อยู่ถือสายฟังอยู่เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

 

“เป็นถึงหลานอธิการ  กล้าโดดสแตนออกมาแบบนี้จะดีเหรอ  เดี๋ยวก็เสียชื่อคนดีขวัญใจเพื่อนๆหมดหรอก”

  สาวสวยเหน็บแหนมมาตามสายจนคนฟังเม้มปาก

 

“ไมได้โดดซักหน่อย  แค่ของดไม่เข้ากิจกรรมอย่างมีเหตุผลแค่นั้นเอง” 

 

มิ้นท์หัวเราะหึหึในลำคอ

“อ่อ ใช้วิธีแอ็บออกมาแบบเนียนๆว่างั้น”

 

...ให้ตายสิ...ทำไมเราต้องโดนยัยนี่อ่านทางออกทุกทีเลย

ฟาหน้างอใส่มือถือ

 

“ยังไงฟาก็ไม่ได้โดดออกมาก็แล้วกัน....ไม่เหมือนพวกเอาแต่ใจอยากจะโดดก็โดด”

คนตัวเล็กตอบโต้กลับไปบ้าง  เรื่องอะไรจะยอมให้โดนว่าอยู่ฝ่ายเดียวกันเล่า!

 

มิ้นท์แค่นยิ้ม

“ก็นะ   โดดมาก็ไม่รู้จะไปไหน  กลับบ้านไปตอนนี้ก็ไม่มีอะไรทำ”

ขืนกลับบ้านไปตอนนี้ก็ไม่พ้นไปหมกตัวอยู่ในห้องเธียรเตอร์ฆ่าเวลาจนกว่าจะถึงมื้อเย็น  หนังก็ดูจนเบื่อแล้วจนไม่มีอะไรจะดู  กลับไปบ้านไวก็มีแต่ความเงียบเหงาเปล่าๆ

 

“ฟาก็ไม่อยากกลับบ้านไปตอนนี้  เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านมีอะไรให้ทำตั้งเยอะ  พอมาอยู่ที่นี่ก็อยู่คนเดียวป้าก็กลับบ้านแกไม่ค่อยค้างที่นี่  เหมือนฟาอยู่คนเดียวเลย  เหงาๆไงไม่รู้”

 

 ยัยนั่นก็อยู่คนเดียวเหมือนเรา..คงจะเหงาหมือนกันละมั้ง   ขนาดเรามีห้องดูหนังยังเหงาเป็นเลย

เจ้าของเรือนผมสีแดงแค่นยิ้ม....ที่เผลอเอาความเหงาของยัยแอ็บตัวแม่มาซ้อนทับกับความรู้สึกของตัวเอง 

 

“งั้นไปเดินห้างตากแอร์กันไหม  ไปห้างใกล้ๆม.ก็ได้  จะได้นั่งรถไปกัน” 

สาวหน้าหวานรีบใช้ช่องว่างที่มีน้อยนิดหาทางเข้าใกล้เป้าหมาย

 

“ก็ดี  มาหาสิจะรอยู่หน้าตึกคณะมนุษย์   เอารถมาจอดไว้ที่นี่พอดี”

 

“เอารถมาเองเหรอ  ใช่คันดีแดงๆคันเดิมรึเปล่า?”  ฟาเบ้หน้า  ที่จริงก็หมั่นไส้ที่ยัยหัวแดงนี่อวดรวยเอารถหรูๆมาข่มกัน   แต่ที่ยอมนั่งไปด้วยอย่างน้อยนั่งรถแพงๆจะได้เด่นเป็นเป้าสายตาให้ชาวบ้านสนใจ

 

“ เปล่า  วันนี้เอาAudi สีดำมา”

 

เหอะ!  มีปอร์เช่ไม่พอ  ยังจะมีออดี้อีก    รวยนักใช่ไหม  ติดขึ้นมาเมื่อไร แม่จะผลาญให้ล่มจมเลย

ยิ่งฟังก็ยิ่งหมั่นไส้ที่อีกฝ่ายอวดรวยให้ฟัง

 

พอปลายสายเงียบไปไม่มีเสียงตอบกลับทำให้คนที่ถือสายอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว 

“จะมาก็รีบมาอย่าให้รอนาน”   เสียงเรียบออกคำสั่งเสร็จก็ตัดสายไปดื้อๆ

 

  “ให้ตายสิ!”  ฟาจิ๊ปากแบบขัดใจ  คนอะไรนึกจะวางก็วาง  แต่อย่างน้อยทางนั้นก็ยอมให้เข้าหาได้เหมือนเดิม

ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้ม   ตอนแรกก็หวั่นๆอยู่เหมือนกันกลัวว่าอีกฝ่ายจะตั้งกำแพงกันไม่ให้เข้าถึงตัวง่ายๆเพราะระแวงที่เธอหายไป     ขืนยัยหัวแดงตั้งป้อมปราการกันไม่ให้เข้าถึงตัวได้คงเสียดายเวลาที่อุส่านั่งคิดนอนคิดแผนอยู่หลายวันแน่ๆ

 

   ตอนวางแผนฟาคิดสมติฐานความน่าจะเป็น  โดยเริ่มจากการสังเกตเพื่อนรอบตัวๆของมิ้นท์   ยัยนี่ไม่ชอบไปไหนกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆ    ดันไปไหนมาไหนกันอยู่3คนสงสัยจะมีกันแค่นี้ละมั้งไม่เห็นคบใคร     ยัยแมวน้ำเป็นพวกพูดเก่งคุยเก่งแต่ยัยหัวแดงไม่ได้คุยเก่งขนาดนั้น     ส่วนยัยโซดาที่พูดน้อยก็เงียบจนน่ากลัวไม่น่าเข้าใกล้     สองคนนี้ไม่มีนิสัยคล้ายมิ้นท์เลย   มันต้องมีอะไรซักอย่างที่ทำให้ยัยพวกนี้มาเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันได้  

 

เธอเลยสังเกตอะไรซักอย่างที่ว่านั่น     ที่เห็นแมวน้ำกับโซดามีนิสัยคล้ายๆกัน    ก็คงเป็นเรื่องที่พูดตรงๆละมั้ง   คิดอะไรก็พูดออกมาแบบนั้น   พูดง่ายๆเป็นพวกตรงไปตรงมานี่เอง

 แถมยิ่งพ่วงความคิดที่ยัยมิ้นท์ชอบมองว่าเธอแอ็บ  ก็แปลว่า   ยัยหัวแดงเป็นคนแรงแถมยังพูดตรงๆอีก  บางทีก็ตรงเกินจนเป็นขวานผ่าซากเลยชอบคนนิสัยตรงไปตรงมา

 

......การจะเข้าหาคนแบบนี้  ก็มีแต่ต้องจริงใจเข้าใส่  งั้นสิ...

 

สาวหน้าหวานถอนหายใจออกมา  

....ให้ตายสิแค่คนคนเดียวเท่านั้น   ทำไมคนอย่างกุลธิดาต้องมานั่งคิดวางแผนอะไรให้มันยุ่งยากแบบนี้ด้วยนะ

  ที่จริงจะให้ยัยนั่นเอาไปแฉเลยก็ยังได้เพราะยังไงเธอก็มีเพื่อนเยอะกว่า   แต่...พอคิดว่าจะต้องแพ้คนแบบนั้นรู้ตัวอีกทีก็นั่งวางแผนเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว 

 

เหมือนโดนป่วนให้รวนยังไงก็ไม่รู้  ......

ฟาแค่นยิ้มกับตัวเอง    คราวที่แล้วโดนเล่นงานมาจนแพ้หมดรูป  คราวนี้ก็จะขอเอาคืนให้สาสมกันไปเลย

                .......................................................................................................................................................

 

                  พอเดินมาถึงหน้าตึกคณะมนุษย์   นัยน์ตากลมโตก็มองหารถเก๋งสุดหรูกับเจ้าของรถหัวแดงๆทันที   แล้วก็เป็นไปตามคาดเมื่อเธอเห็นเป้าหมายยืนอยู่กับรถคันงาม

 

                “รอนานไหม”   สาวหน้าหวานในชุดเชิ้ตขาวกับกระโปรงพีสยาวคลุมเข่าสีดำ    กับรองเท้าผ้าใบซึ่งใส่ตามระเบียบของนักศึกษาปี1ทั่วไป   เดินเข้าไปหาคนที่ยืนกอดอกรออยู่

 

                แต่พอเห็นเสื้อที่สาวสวยสวมอยู่   ฟาก็ตาโตขึ้นมาทันที

 

                ..สะ..เสื้อนั่น   ลืมสนิทเลย!   เอาไงดีล่ะ  

ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้ากัน    มัวแต่คิดแผนเอาชนะเค้าจนลืมไปว่ายังไม่ได้คืนเสื้อคาร์ดิแกนสีชมพูตัวนั้น

 

“ไม่นานหรอก”

มิ้นท์เลิกคิ้วเมื่อโดนนัยน์ตากลมโตจองไม่วางตา

 

“ก็รู้ตัวนะว่าสวย   โดนมองจนชินล่ะ”  ใบหน้าสวยเหยียดยิ้มที่มุมปาก

 

...ยัยหลงตัวเองเอ้ย...  เออดี  อีคาร์ดิแกนตัวนั้นอย่าหวังจะได้คืนเลย!

ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะเอาเสื้อมาคืนให้ทีหลัง  พอมาเจอท่าทีเชิดใส่ว่าสวยกว่าแบบนี้ทำให้คนตัวเล็กเปลี่ยนความคิดไปทันที

 

“พอเห็นเสื้อมิ้นท์...ฟาเลยนึกอะไรออกน่ะ”

คำตอบจากสาวหน้าหวานทำเอาคนที่มั่นใจว่าตัวเองสวยถึงกับเสียหลักไปไม่น้อย   ก็ที่ยัยแอ็บแตกมองดันเป็นเสื้อคาร์ดิแกนไม่ใช่ตัวเธอน่ะสิ

 

...หึ...ยังน่า แค่นี้จิ๊บๆ

“เสื้อตัวนี้ทำไมเหรอ”

มิ้นท์จับชายเสื้อคาร์ดิแกนสีฟ้าของตัวเองแล้วขมวดคิ้ว

 

“ก็เสื้อที่มิ้นท์ให้ยืมไปคราวก่อน...ฟาเอาไปซักแล้วมันโดนสีตกใส่   ขอโทษนะ”

ฟาก้มหน้าก้มตาบอกเสียงอ่อยด้วยท่าทีสำนึกผิดอย่างสุดซึ้งแต่ริมฝีปากอิ่มกลับยิ้มชั่วร้าย

 

ฝ่ายเจ้าของเสื้อดันหัวเราะออกมา

“อ๋อ...นึกว่าอะไร   คาร์ดิแกนรุ่นนี้ที่บ้านมี4สีครบเซ็ทน่ะ   แค่ขาดตัวเดียวไม่เป็นไรหรอก”

นอกจากจะไม่ทุกข์ร้อนอะไรแล้วยังมีท่าไม่เสียดายเสื้อราคาแพงเลยด้วยซ้ำ

 

...โอ้ย ! นึกว่าจะทำให้ยัยนี่โมโหได้แล้วเชียว  

มือเล็กๆกำแน่นด้วยความไม่พอใจ  แต่ใบหน้าหวานยังยิ้มให้

“ทำไมมีหลายตัวจัง”

 

                “แม่ไม่รู้ว่ามิ้นท์ชอบสีไหน  มันมีกี่สีเลยซื้อมาให้หมดเลย”

 

                ฟาเลิกคิ้วที่อีกฝ่ายเอ่ยชื่อแทนตัวขึ้นมา   แต่ที่น่าแปลกใจกว่านั้นคือความสนิทสนมของยัยนี่กับแม่ต่างหาก 

                ท่าทางจะไม่สนิทกันรึไงนะ  แม่ถึงไม่รู้ว่าลูกชอบสีอะไร  ขนาดแม่เรายังรู้เลยว่าเราชอบสีอะไร

 

                “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ  ไหนว่าจะไปเดินห้างไง  เปลี่ยนใจไม่ไปแล้วเหรอ”

               

                “ปะ..ไปสิ”

                เสียงใสระล่ำระลัก  สองขารีบเดินเข้าไปหาสาวสวยอย่างลืมตัว  

 

                พอเห็นคนตัวเล็กมาอยู่ใกล้ๆ  เจ้าของเรือนผมสีแดงหรี่ตามอง ยกมือเอื้อมไปจะแตะไหล่บาง

 

                เสร็จกัน!  อยู่ใกล้ขนาดนี้จะหนีไงเล่า   เสียงในใจดังขึ้นให้ใจดวงน้อยเต้นระส่ำระส่าย

ฟาหลับตาแน่นเม้มปากพยายามยืนอยู่ตรงนี้ไม่ถอยหลังหนีไปไหน   

 

ปลายนิ้วที่จะแตะลงบนไหล่บางถูกชักกลับ   ใบหน้าสวยระบายยิ้มออกมา  

 

                “งั้นก็ขึ้นรถ” 

               

ดวงตากลมโตค่อยๆหรี่ตาขึ้นมองเห็นอีกฝ่ายเดินไปเปิดประตูรถให้ซะแล้ว  

 

“อะ..อื้ม”

                สาวหน้าหวานเลยรีบเดินไปขึ้นรถ

 

                ……………………………………………………………..............

 

                วันนี้เป็นวันอังคารที่ห้างมีการลดราคาสินค้าพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าพวกเสื้อผ้าแบร์นเนมทำให้มีคนพลุกพล่านเต็มไปหมด    ไม่แค่แผนกที่ลดราคาเท่านั้นแผนกอื่นๆคนก็เยอะไปด้วย

 

   ฟาเม้มปากพยายามเดินให้ทันสาวสวยที่ยังเดินตามใจฉันเหมือนเดิม   เหมือนอีกฝ่ายจงใจเดินให้เร็วขึ้นยังไงก็ไม่รู้   แบบนี้มันแกล้งกันชัดๆ

 

                มิ้นท์แอบเหล่มองไปด้านหลัง   ริมฝีปากบางยิ้มร้ายๆ   แถมยังจงใจเร่งฝีเท้าหนีคนที่เดินตามแทบตาย

               

                โอ้ย  ยัยบ้า   ใส่ส้นสูงแท้ๆจะเดินไวไปไหนเนี่ย   มันเหนื่อยนะ!

“มะ..มิ้นท์รอด้วยสิ”

 

ในที่สุด ฟาก็ต้องยอมเอ่ยขอร้องให้คนที่เดินเหมือนไปตามตัวอะไรหายหยุดรอจนได้    บทจะหยุดสาวสวยก็เล่นหยุดซะดื้อๆจนเธอเกือบหยุดตามไม่ทัน

 

“เหนื่อยแล้วหาอะไรกินกัน”

มิ้นท์บอกขึ้นมาลอยๆ  นัยน์ตาสีเทามองไปทางร้าน   อัลคาเนีย  อาหารอิตตาเลี่ยนสุดหรูขึ้นห้างที่อยู่ตรงหน้า

 

“กะ..ก็ดีเหมือนกัน”

เสียงใสระล่ำระลัก   ทางนี้ต่างหากที่ต้องบอกว่าเหนื่อย!

 

 

......ภายในร้านตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาลอ่อน  มีภาพถ่ายวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำ  อาคารบ้านเรือน   ถนนของต่างประเทศใส่กรอบสีสันสดใสประดับที่ผนัง   บริกรชายหญิงแต่งชุดเครื่องแบบสีแดงบริการด้วยรอยยิ้มพาลูกค้าสองสาวเข้าไปนั่งที่โต๊ะด้านในสมกับเป็นร้านระดับ5ดาว

 

ฟามองอาหารอิตตาเลี่ยนมากมายที่ถูกสั่งมาตามใจชอบของอีกคนเต็มโต๊ะไปหมด   ทั้งพิซซ่า    สปาเกตตี้ 

ราซานญ่า       สลัดซีซ่าร์     ผักขมอบชีส    ขนมปังกระเทียมอบชีส   ไก่บาบีคิว    รีซอสโต้   กราแตง   เครื่องดื่มเป็นมิลล์เชคกับสตอเบอรรีเชค

 

                “ยะ..เยอะขนาดนี้จะกินกันหมดเหรอ”

                สาวหน้าหวานยิ้มเจื่อนๆเพราะอาหารแต่ละอย่างไขมันสูงทั้งนั้นแถมยังมีปริมาณเยอะซะอีก  เกินจำนวนคนทานสองคนแล้ว

 

                “ก็นะ พาหลานอธิการมากินทั้งทีต้องเลี้ยงของดีๆสิ”

                เรียวปากบางนั่นไม่วายส่งถ้อยคำเหน็บแหนมออกมา

 

                “ฟาไม่ได้ติดหรูขนาดนั้น...ที่จริงเลี้ยงหมี่เกี๊ยวหมูแดงยังได้เลย”

                ฟาหน้างอใส่

 

                อ่าว...พูดตรงกว่าที่คิดนี่นึกว่าจะแอ็บแตกเหมือนทุกทีซะอีก  วันนี้ยัยนี่มาแปลกแฮะ

                ใบหน้าสวยเผยยิ้มออกมา

 

                “เอาน่า  กินไปเดี๋ยวมันก็หมดเอง”

 

                แล้วก็เป็นตามที่สาวสวยบอกไว้จริงๆ แต่คนที่รับบทหนักกินไปมากที่สุดก็คือตัวคนสั่งเองนั่นแหละ   และนี่ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ฟาอึ้ง  ยัยหัวแดงก็ตัวเล็กๆแค่สูงกว่าเธอเท่านั้นแต่ทำไมกินจุได้ขนาดนี้

 

                เมื่อจัดกาอาหารตรงหน้าเรียบร้อย   มิ้นท์ก็หยิบกระเป๋าสตางค์สุดหรูขึ้นมาเตรียมควักเงินจ่ายตามหน้าที่เจ้ามือ   แต่มือเล็กๆของอีกคนไวกว่าฉวยเอาใบเสร็จค่าใช้จ่ายของอาหารมื้อนี้เอาไว้

 

                “ที่จริงก็ว่าจะเลี้ยงคืนตอบแทนเรื่องหนังน่ะ  แต่มันแพงช่วยจ่ายซักครึ่งก่อนก็แล้วกัน”

                ฟายิ้มเจื่อนๆ  แต่สาวสวยกับเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

 

                ...อะไรน่ะ   ไม่แอ็บแตกแล้วยังช่วยหารค่าข้าวอีก   รึว่าช่วงที่หายไปจะคิดได้แล้ว...

                นัยน์ตาสีเทาจับจ้องสาวหน้าหวานที่หยิบกระเป๋าสตางค์สีชมพูใบเล็กกะทัดรัดขึ้นมาเปิด

 

                ดูๆไปก่อนก็แล้วกัน....

                มิ้นท์ยิ้มที่มุมปากแล้วเปิดกระเป๋าสตางค์หยิบเงินออกมาจ่ายค่าอาหาร

 

                ...........................................................................................................................

 

               

                ที่มุมหนึ่งในร้านหนังสือซึ่งมองจากผนังกระจกสีชาตรงนี้จะมองผ่านไปเห็นร้าน  อัลคาเนียได้ชัดเจน  และมีคนคนหนึ่งกำลังมองทิ้นท์กับฟาเดินออกมาจากร้านอาหารอิลตาเลี่ยนสุดหรูด้วยสายตาริษยา

 

                “แกคิดดีแล้วเหรอวะแหวนที่เลิกกับพี่ป้อม”

                เสียงแหลมลึกที่ถามมาไม่ได้เข้าหูเจ้าของชื่อเลยแม้แต่น้อย

               

“เป็นชั้นก็เลิกว่ะ  รวยหลอกๆวัยรุ่นเซ็ง”

                ผู้หญิงอีกคนที่หน้าตาจัดว่าสวยแต่แต่งตัวเปิดนั่นเปิดนี้จนหมดความงามไปเลย

 

“เฮ้ยแหวน  แกมองอะไรวะเห็นมองจริงมองจังไอ้ร้านอันๆอะไรนั่นน่ะ”

                หญิงสาวร่างท้วมที่ยืนอยู่ด้วยหันไปมองตามสายตาของเพื่อน

 

                “อ่าว  นั่นมันน้องมิ้นท์ที่แกเคยคบด้วยนี่หว่า  ข้างๆคู่ขาใหม่เค้าเหรอวะ”    “รายนั้นรวยจริงอะไรจริงด้วยนะแก”

ยิ่งได้ยินเสียงเพื่อนออกความเห็นยิ่งทำให้ใจร้อนเป็นไฟด้วยความอิจฉา   ไหนจะความเสียดายที่ตัวเองไม่มีความสามารถพอจะรั้งเค้าเอาไว้ได้   พอหาคนใหม่ก็หามาสู้ไม่ได้    ยิ่งคิดก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น

ถึงเธอจะทำอะไรคนแรงๆอย่างมิ้นท์ไม่ได้   แต่อย่างน้อยก็ขอระรานยัยคู่ขาใหม่ที่เอามาควงกันออกนอกหน้านอกตาหน่อยเถอะ!

               

                “อ่าวๆ  จะไปไหนวะแหวน”  

                เสียงเรียกของเพื่อนสาวทำให้แหวนหันกลับมามอง    ริมฝีปากที่ทาทับด้วยลิปสีสดเหยียดยิ้มนางร้ายเต็มที่    เธอไม่ตอบคำถามใดๆแต่เดินออกไปจากร้านหนังสือต่อหน้าต่อหน้า    ทำให้สองสาวหันมามองหน้ากัน

 

                .............................................................................................................................................

 

               

                “ฟาจะไปห้องน้ำ   มิ้นท์จะไปด้วยกันไหม”   สาวหน้าหวานถาม

 

“ไม่ล่ะ เดี๋ยวเดินดูของรออยู่แถวๆนี้ก็ได้”   

 

“งั้นเดี๋ยวมานะ”   บอกเสร็จฟาก็รีบเดินแยกไปอีกทาง

 

....ถึงวันนี้คนจะเยอะเต็มห้างแต่ห้องน้ำกับเงียบกว่าที่คิด   สาวหน้าหวานค่อยๆเปิดก๊อกน้ำล้างมือโดยไม่ได้สังเกตว่ามีผู้หญิงอีกคนเดินมาใช้ก๊อกที่อยู่ข้างๆกัน

 

“อย่าคิดว่าตัวเองจะดีกว่าคนอื่นๆของเค้านะ”

 

ฟาขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงคนข้างๆพูดขึ้นลอยๆ

 

“ทำเป็นแอ็บว่าตัวเองน่ารักใสซื่อ  ในใจคงจ้องจะจับเค้าเพราะเห็นว่ารวยล่ะสิ”

เสียงระคายหูยังดังไม่เลิกราวกับจงใจพูดขึ้นให้เธอหันไปมอง

 

....ยัยป้านี่หน้าคุ้นๆ   อ่อ  อดีตคู่ขาของยัยหัวแดงนี่....

ฟาเหยียดยิ้มทันทีที่เห็นหน้าคนข้างๆแบบชัดๆ

 

“ขอโทษนะคะ  เท่าที่จำได้ฟาไม่เคยรู้จักคุณ”

คำพูดธรรมดากับรอยยิ้มหวานๆทำเอาคนที่ตั้งใจมาหาเรื่องถึงกับนิ่งอึ้ง  ไปไม่เป็นเลยทีเดียว...

 

เด็กสาวเลยปิดก๊อกน้ำแล้วค่อยๆเดินผ่านสาวรุ่นพี่

 

“พวกต่ำกว่ามาตรฐานฟาจะไม่จำน่ะค่ะ”

เจ้าของเสียงใสฝากข้อความที่ตอกย้ำใจให้คนที่ยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกฟังก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำไป

 

เสียงกำปั้นทุบลงบนผนังกระเบื้องดังขึ้น   ฝ่ามือนั้นแดงไปหมดแต่ความเจ็บปวดแค่นี้ยังน้อยกว่าที่โดนเด็กรุ่นน้องว่าให้   

 

“นังเด็กเมื่อวานซืนวอนนักนะแก....”

แหวนกำมือแน่น  แววตามุ่งร้ายแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม

 

..............................................................................................................................................

Comment

Comment:

Tweet